|
ความเศร้าสลดยังไม่จางหาย
แต่ความห่วงใยกับเพิ่มทวีคูณ
เมื่อเดินอยู่ชายหาดเชวง
เกาะสมุย ซึ่งคราคร่ำไปด้วย
ชาวตะวันตกมากกว่า
60 % ของประชากรไทย
ซึ่งไร้ระเบียบ
ผังเมือง และน้ำเน่าใต้ท่อน้ำทิ้งข้างถนนส่งกลิ่นรุนแรง
จนการเดินอยู่ตรงนั้นเพียง
10 15 นาที ก็เริ่มมีอากาศหายใจขัด
บรรยากาศที่เกิดขึ้นดังกล่าวเท่ากับขับไล่ไม่ให้ผู้คนมาท่องเที่ยว
เพราะความพร้อมในการจัดการต้อนรับแขกต่างชาติ
เป็นไปด้วยความไร้ระเบียบ
และสกปรกมาก
นอกเหนือจากนั้นสถานการณ์สิ่งแวดล้อมโลกแปรปรวนขนาดหนัก
ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย
ประเทศสหรัฐอเมริกา
ฝนตกหนักติดต่อกันมาถึง
7 วันอย่างที่ไม่เคยมีการมาก่อน
เช่น ในเดือนมกราคม
บางพื้นที่ไม่เคยมีหิมะตก
หิมะก็ตก ประเทศไทยเกาะสมุยมีสภาพอากาศที่ร้อนระอุ
ในวันที่ 6 7
มกราคม 2548 บริเวณอ.บ้านฉาง
จ.ระยอง จ.สมุทรปราการ,
และกรุงเทพฯ มีอากาศหนาวเย็นมากกว่าฤดูหนาวที่ผ่านมา
ขั้วโลกจากที่เคยมีอุณหภูมิต่ำ
กลับ มีอุณหภูมิที่สูงขึ้น
และอบอุ่นกว่าที่ผ่านมา
หิมะละลายเร็วขึ้น
ซึ่งน่าฉงนใจยิ่งนักว่า
อากาศเย็นมากเท่าใด
ก็จะสะสมชั้นของคาร์บอนไดออกไซค์มากเท่านั้น
และในฤดูหนาวที่เกาะสมุย
เกิดกลิ่นไอเหม็นของแอมโมเนีย
(ของเน่าในท่อน้ำทิ้ง)
และ กำมะถันออกไซค์
ซึ่งหนักกว่าอากาศธรรมดา
โดยจะมีผลทำให้สารเคมีดังกล่าวไหลลงสู่ชั้นผิวน้ำในทะเล
และค่อย ๆ สะสมมากขึ้นประกอบกับ
ความเย็นของอากาศหนัก
จากพื้นแผ่นดินของประเทศไทย
จะไหลเลื่อนลงสู่อ่าวไทย
และชายฝั่งทะเลภาคใต้
น้ำเย็นและอากาศเย็นปะทะกับกระแสลม
ของไอร้อนที่ลอยตัวสูงขึ้น
น้ำเน่าที่ไหลลงสู่กระแสทะเล
วันแล้ววันเล่า
จะสะสมเป็นแก๊สหมักร่วมมากับกระแสคลื่นจากฝั่งทะเล
เข้าสู่ฝั่งอย่างแรง
และรวดเร็ว ซึ่งสาเหตุที่เกิดขึ้นนี้เป็นภัยที่เราสร้างเองส่วนหนึ่ง
ณ วันที่ 10 มกราคม
2548 มีอากาศเย็นปกคลุมอ่าวไทย
และมีคลื่นสูง
2 3 เมตร ในอ่าวไทย
และมีฝนตกกระจายในภาคใต้
ดังนั้นท่านควรติดตามข่าวสารจากกรมอุตุนิยมวิทยา
แล้วใช้ความรู้เบื้องต้นช่วยกันเกาะติดสถานการณ์แปรปรวนของชั้นบรรยากาศโลก
สรุปคือ ผิวโลกมีคนมากขึ้น
ใช้ทรัพยากรน้ำมัน
เหล็ก ต้นไม้ เหลือน้อยมาก
โลกหมุนรอบตัวเองเร็วขึ้น
ความร้อนผิวโลกมากขึ้น
แรงเหวี่ยงโลกก็จะสลัดพื้นดินที่เป็นส่วนที่ติดและใกล้ชายฝั่งทะเล
ค่อย ๆ มีรอยแยก
นอกจากนี้ แรงกดดันจากมลพิษในผิวพื้นดิน
ที่มนุษย์ใช้ชีวิตในการดำรงอยู่
คือ แก๊สพิษจากรถยนต์
เครื่องจักร โรงกลั่นน้ำมัน
การชะล้างไขมันที่เน่าเหม็นด้วยผงซักฟอก
โดยที่ไม่มีต้นไม้ใหญ่สีเขียวช่วยเจือจางมลพิษในแต่ละพื้นที่
จึงเกิดการไหลเลื่อนของแก๊สพิษซึ่งหนักกว่าอากาศปรกติ
ไหลลงสู่ผิวน้ำ,
แม่น้ำ, ทะเล,
แรงกดดังกล่าวจะสร้างคลื่นใต้น้ำขึ้นเรื่อย
ๆ จนถึงวาระหนึ่ง
ก็จะเกิดการรวมตัวของแรงกระแทกทั้งหลายเกิดขึ้น
ณ เดือนที่หนาวจัด
(ช่วงธันวาคม)
และเดือนที่ร้อนจัด
เพราะทั้งสองเดือนนี้จะเกิดการเคลื่อนตัวเองของบรรยากาศรุนแรงลงที่ต่ำ
และขึ้นที่สูงในเดือนร้อน
จึงเกิดสภาวะเคลื่อนน้ำในทะเล
มหาสมุทร เข้ากระทบ
เกาะ, แก่ง, ฝั่งพื้นดิน
ดังนั้นสิ่งที่ต้องกระทำนั่นก็คือ
1. ช่วยกันลดมลพิษดังกล่าว
หยุดหรือลดการใช้รถยนต์
พยายามใช้การเดิน,
โทรศัพท์, ขี่ม้า
รวมถึงรถสามล้อที่ใช้แรงงานไฟฟ้า
(แบตเตอรี่)
2. ช่วยกันปลูกต้นไม้รอบชายฝั่งทะเล,
แม่น้ำ, ลำคลองให้มากที่สุด
3. พยายามทำน้ำหมักผลไม้,
พืชผัก, เศษอาหารมาหมักให้ได้สัดส่วนของหวาน
1 ส่วน พืชผักผลไม้
3 ส่วน น้ำ 10
ส่วน เติมในภาชนะปิด
3 เดือน แล้วนำน้ำหมักเทไปตามท่อน้ำทิ้ง,
ห้องส้วม จะช่วยให้การย่อยสลายสารเคมี
ให้หมดไปจะไม่มีความหมัก
เน่าเหม็นของก๊าสแอมโมเนีย
และนำกากหมักผลไม้ไปใส่ในต้นไม้เพื่อใช้เป็นอาหารพืช
ซึ่งจะช่วยให้ท่านได้ต้นไม้โตเร็วขึ้น
4. ประหยัดการใช้น้ำ
และพลังงานไฟฟ้า
น้ำมันเชื้อเพลิง
ตลอดจนช่วยกันแยกขยะ
กระดาษ, พลาสติก,
โลหะ ควรส่งคืนให้เกิดการใช้ใหม่
และแต่ละครอบครัว
จะมีรายได้เพิ่มจากการแยกขยะภายในบ้าน
5. พยายามรักษาสุขภาพ
ด้วยการดื่มน้ำสะอาด,
รับประทานอาหารตรงเวลาครบ
5 หมู่ และนอนระหว่าง
เวลา 21.00 -03.00
น. เพราะฮอร์โมนร่างกายจะปรับสมดุลย์ได้ดีที่สุด
ร่างกายจะแข็งแรงพร้อมต่อการเผชิญหน้ากับภาวะฉุกเฉินได้อย่างดี
6. พยายามแบ่งปันข้อมูล
เพื่อความเตรียมพร้อมต่อภัยพิบัติและค่อย
ๆ สร้างระบบเตือนภัยให้กับชุมชน
และตนเองรายวัน
7. อย่าลืมว่าแรงสั่นสะเทือน
8.9 ถึง 9 ริกเตอร์
ที่ผ่านมา กรุงเทพมหานคร
ต้องเร่งสำรวจตัวอาคารและตึกต่าง
ๆ เพราะอาจจะเกิดถล่ม
ไฟฟ้าลัดวงจร เพราะรอยร้าวเล็ก
ๆ สายไฟฟ้าขาด
ท่อต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ตึกกรุงเทพฯ
ต้องตรวจสอบด่วน
|