หายหน้าหายตามาหลายอาทิตย์เผอิญลุงต้องไปต่างจังหวัด
ระหว่างเดินทางก็เก็บเกี่ยวข้อมูลต่าง ๆ
เอามาฝากกัน โดยฉบับนี้ขอนำเสนอเรื่องดอกไม้เป็นยา
ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเรารู้จัก ไม่กี่ชนิดที่นำมา
ทำเป็นยาได้ ที่เห็นชัด ๆ ก็คือ ดอกกานพลู
กับดอกผักคราดหัวแหวนใช้สำหรับ แก้ปวดฟัน
ดอกทานตะวัน แก้หลอดลมอักเสบ แก้วิงเวียนศรีษะ
ฯลฯ ดอกมะลิแก้โรคบิด แต่ข้อมูลที่ลุงนำเสนอนี้
ยังไม่ลึกถึงสรรพคณ ุแต่ให้หลาน ๆ ได้เรียนรู้ว่า
มีดอกไม้อะไรบ้างที่มีคุณสมบัติเป็นยา
ดอกไม้นอกจากจะมีสีสันสวยงามแล้ว
ยังประกอบไปด้วยสารสำคัญชนิดต่าง ๆ อีกมากมาย
ทำให้ดอกไม้บางชนิดมีประโยชน์เกินกว่า เป็นไม้ประดับธรรมดา
คือ ใช้เป็นยาบำบัดรักษาโรคต่าง ๆ
ได้อีกด้วย แต่ดอกไม้แต่ละชนิดก็ประกอบด้วยสารสำคัญ
ที่ไม่เหมือนกันและมีใน ปริมาณที่ แตกต่างกัน
สารสำคัญเหล่านี้จงเป็นตัวกำหนดสรรพคุณของสมุนไพรชนิด
และปริมาณของ สารสำคัญแต่ละ ชนิดนั้นจะขึ้นอยู่กับพันุ์ของพืช
สภาวะแวดล้อมที่ปลูกและ ช่วงเวลาที่เก็บเกี่ยว
สมุนไพร
การเก็บสมุนไพรประเภทที่เป็นดอกนั้น โดยทั่วไปมักเก็บในช่วงที่ดอกเริ่มบาน
เช่น ดอกคำฝอย ดอกเบญจมาศ แต่บางชนิดก็อาจระบุให้เก็บในช่วงที่ดอกยังตูม
เช่น กานพลู มักจะเก็บในช่วงที่ดอก เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง
เป็นต้น นอกจากนี้ ตามประสบการณ์ของแพทย์ไทยแผนโบราณ
ยังมีการเก็บยาตามฤดูกาล วัน โมงยาม และ
ทิศด้วย เช่น ฤดูร้อนเก็บราก และแก่น ฤดูฝนเก็บใบ
ดอก ลูก ฤดูหนาวเก็บเปลือก กระพี้ และเนื้อไม้
เป็นต้น
การใช้ดอกไม้เป็นยานั้น มีการใช้ทั้งแบบสด
และแบบแห้ง การใช้สด มีข้อดีตรงที่สะดวกใช้งาน
แต่ฤทธิ์ของยา
ก็ไม่คงที่ ดังนั้นการใช้สมุนไพรจึงนิยมใช้แบบแห้ง
เพราะจะได้คุณภาพยาที่คงที่ใน กระบวนการแปรสภาพยาสมุนไพรที่เหมาะสมนั้น
จะต้องผ่านกระบวนการคัดเลือก การล้างและ
ใช้ความร้อนในการทำให้แห้ง เพื่อสะดวกในการเก็บรักษาสำหรับดอกไม้นั้น
สามารถทำแห้ง ได้หลายวิธี เช่น ตากแดดให้แห้ง
อบให้แห้ง และผึ่งให้แห้งในร่ม แต่อุณหภูมิที่ทำให้แห้ง
นั้นจะต้องไม่เกิน 20 - 30 องศาเซลเซียส
เพราะจะไม่ทำ ให้สารสำคัญในดอกไม้สลายตัวไป
ดอกไม้ที่ใช้เป็นยา
ดอกไม้ที่ใช้เป็นยาได้มีหลายชนิด
เช่น ดอกมะเขือยาว ดอกหญ้าคา ดอกหลิว ดอกพุทธรักษา
ดอกท้อ ดอกบัวหลวง ดอกกานพลู ดอกคำฝอย ดอกสารภี
ดอกบุนนาค ดอกจำปา ดอกกรรณิการ์ ดอกมะยม
ดอกลั่นทม ดอกลำใย ดอกสมอไทย ดอกเลี่ยน
ดอกเทียนดอก ดอกกระเจี๊ยบ ดอกกระดังงาไทย
ดอกพิกุล ดอกมะลิ ดอกชุมเห็นเทศ ดอกขี้เหล็ก
ดอกกระทือ ดอกยี่เข่ง ดอกผักปลัง ดอกบานเย็น
ดอกสะเดา ดอกคำแสด ดอกปีป ดอกจำปี ดอกทองกวาว
ดอกกุหลาบมอญ ดอกพะยอม ดอกกุ่ม ดอกมะรุม
ดอกทับทิม ดอกบวบ ดอกรัก ดอกสาบเสือ ดอกหงอนไก่ไทย
ดอกมะพร้าว ดอกคูน ดอกกกลังกา ดอกกระโดน
ดอกดีปลี ดอกตะลิงปลิง ดอกถั่วเหลือง ดอกกระถินเทศ
ดอกขมิ้นเครือ ดอกขิง ดอกคัดเค้า ดอกงิ้ว
ดอกชงโค ดอกดาวเรืองใหญ่ ดอกมะเฟือง ดอกลำโพง
เป็นต้น
ตัวอย่างดอกไม้ที่ใช้เป็นยา
1.
ดอกกานพลู
ตำราไทยโบราณนั้น ให้ใช้ดอกตูม โดยเก็บในช่วงที่เปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีแดง
ดอกกานพลูใช้เป็นยา ขับลม แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
สำหรับเด็กและผู้ใหญ่ โดยเด็กใช้กานพลู
1 - 3 ดอก ทุบพอแตก แช่ไว้ใน กระติกน้ำร้อน
ที่ใช้ชงนมให้เด็กสำหรับผู้ใหญ่ให้ใช้ดอกกานพลู
5 - 8 ดอกต้มกับน้ำ หรือบดเป็นผง ชงน้ำร้อนดื่ม
ดอกตูมของกานพลูประกอบด้วย น้ำมันหอมระเหย
14 - 20 % โดยกลั่นได้โดยไอน้ำ ในน้ำมันกานพล
ูมีสารสำคัญ คือ ยูจีนอล ซึ่งมีฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
ทำให้อาการปวดท้องลดลง ช่วยขับน้ำดี ลดอากาารจุกเสียด
และช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียในลำไส้ เนื่องจากสารยูจีนอลในน้ำมันกานพลู
มีฤทธิ์เป็น ยาชาเฉพาะที่ จึงสามารถ
ใช้แก้ปวดฟันได้ และใช้แก้โรครำมะนาด โดยใช้สำลีชุบ
น้ำมัน กานพลู หรือดอกแห้งตำพอแหลก ผสมกับ
เหล้าขาวเล็กน้อย หรือเคี้ยวดอกแห้งแล้วอม
หรืออุด ตรงฟันที่ปวดฟัน น้ำมันกานพลู ยังสามารถใช้ระงับ
กลิ่นปากได้อีกด้วย โดยใช้ดอกตูมแห้ง 2
- 3 ดอกอม ไว้ในปาก ซักครู่แล้วคายทิ้ง
2.
ดอกมะลิ
เราสามารถนำมะลิสดหรือแห้ง
ประมาณ 1.5 - 3 กรัม นำมาต้มเอาน้ำกินเป็นยาแก้โรคบิด
แก้ปวดท้อง
หรือใช้เฉพาะดอกสด นำมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาพอกขมับแก้ปวดศรีษะ
หรือนำมา สุมศรีษะ เด็ก แก้หวัดได้ นอกจากนั้นก็ยังนำมาใช้พอก
หรือเช็ดบริเวณเต้านม เพื่อให้หยุดการหลั่งของน้ำนมทาฝีหนอง
ทาแผลเรื้อรัง เยื่อตาอักเสบผิวหนังผื่นคัน
และแก้หูชั้นกลาง อักเสบได้อีกด้วย ส่วนดอกมะลิที่โรยคาต้น
อย่าปล่อยทิ้งไว้ให้ไร้ประโยชน์ เราสามารถเก็บเอามาชงเป็นชาได้
ดื่มขณะร้อน ๆ ก็จะได้ชารสชาติที่ดีที่มีกลิ่นหอม
ชื่นใจ ไว้ทานอีกแบบหนึ่ง
ข้อห้ามสำหรับดอกมะลิที่นำมาใช้แต่งเป็นกลิ่นชา
ไม่ควรทานประจำ เพราะอาจทำให้ความจำเสื่อม
หรือกลายเป็นคนขี้หลงขี้ลืมได้
3.
ดอกทานตะวัน
ดอกทานตะวันสามารถใช้เป็นยาแก้หลอดลมอักเสบ
แก้วิงเวียนศรีษะ ช่วยขับลม บีบมดลูก ทำให้ตาสดใส
และรักษา
ที่บวมตึง ส่วนฐานรองดอก เป็นยาแก้อาการปวดรอบเดือน
ปวดศรีษะ ตาลาย ปวดฟัน ปวดท้องเนื่องจาก
โรคกระเพาะอักเสบ และแก้อาการปวดบวมฝี
ตำรับยา
แก้อาการปวดหัวตาลาย ให้ใช้ฐานรองดอกที่แห้งแล้วประมาณ
25 - 30 กรัม นำมาตุ๋นกับไข่ 1 ฟอง รับประทานหลังอาหารวันละ
2 ครั้ง แก้
แก้อาการปวดท้อง โรคกระเพาะ และปวดท้องน้อย
ก่อนหรือ ระยะที่เป็นรอบเดือน ให้ใช้ฐานรองดอก
1 อัน
และกระเพาะหมู 1 อัน แล้วใส่น้ำตาลทรายแดง
ประมาณ 30 กรัม ต้มกรองเอาน้ำรับประทาน
แก้อาการปวดฟัน ให้ใช้ดอกที่แห้งแล้วประมาณ
25 กรัม นำมาสูบเหมือนยาสูบ หรือใช้ฐานรองดอก
1 อัน พร้อมเกากี้นำมาตุ๋นกับไข่รับประทาน
(ห้ามใช้กับสตรีที่กำลังตั้งครรภ์)
4.
ดอกหงอนไก่
ดอกหงอนไก่ประมาณ 30 - 60 กรัม หรือดอกแห้ง
15 - 30 กรัม นำมาต้มกินเป็นยาแก้บิด ถ่ายเป็นมูก
เลือด ไอ หรือ อาเจียน เป็นเลือด เลือดไหล
ไม่หยุดประจำเดือนมามากผิดปกติ เลือดกำเดาออก
ตกเลือด
ตกขาว ปวดหัว เป็นผดผื่นคัน เยื่อตาอักเสบ
และโรคตาแดง (ผู้หญิงที่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือนไม่ควรรับประทาน)
5.
ดอกทับทิม
ดอกทับทิมที่แห้งแล้วประมาณ 3 - 6 กรัม
นำมาใช้ต้มแล้วกรองเอาน้ำดื่มช่วยให้เลือดกำเดาแข็งตัว
และถ้าหากเลือดกำเดาไหลไม่หยุด ให้ใช้ดอกทับทิมสดโขลก
หรือหั่นฝอยแล้วอุดรูจมูก
ส่วนอีกตำรับหนึ่ง ก็ให้ใช้ดอกแห้งมาตำให้ละเอียด
ประมาณ 0.3 กรัม แล้วเป่าเข้าไปในจมูก ดอกทับทิมแห้งสามารถนมาบดให้ละเอียด
แล้วใช้ทาหรือโรยบริเวณที่เป็นบาดแผล ที่มีเลือดออก
จะช่วยให้เลือดแข็งตัวได้เร็วยิ่งขึ้น
สำหรับคนที่หูชั้นกลางอักเสบให้ใช้ดอกสดผิงไฟให้เกรียมบนก้อนอิฐ
แล้วนำมาบดผสม กับพิมเสนให้ละเอียด แล้วเป่าเข้าไปในหู
จะช่วยให้อาการดีขึ้น ส่วนเด็กที่ไม่ค่อยเจริญอาหาร
อาเจียนเป็นโลหิต หรือจมูกและฟันไม่ปรกติให้ใช้ดอกสด
หรือ ดอกแห้งมาต้มและกรองเอาน้ำกิน
|