**หมายเหตุ** บทความที่ลงในโฮมเพจสยามเฮลตี้นี้ไม่สงวนลิขสิทธ์ เนื่องจากต้องการเผยแพร่ และ ส่งเสริม ให้ประชาชนไทยและผู้ที่สนใจ ได้เรียนรู้หลักการพึ่งตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นบทความส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการรวบรวม และเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์ตรง ของผู้เขียน และ หมอพื้นบ้าน ดังนั้นผู้ที่ต้องการนำไปเผยแพร่
ควรเขียน อ้างอิงแหล่งที่มาให้ชัดเจนเพื่อให้เกียรติกับผู้เขียน

Aromatherapy คืออะไร ?????
โดย pingpong

Aroma (อโรมา) แปลว่า กลิ่น, กลิ่นหอม
Therpy (เธราปี) แปลว่า การบำบัดรักษา
Aroma Therpy (อะโรมา-เธราปี) หมายถึง การบำบัดรักษาโรคโดยใช้กลิ่นหอม

คำว่า Aroma Therapy อโรมา-เธราปี ถูกนำมาใช้เป็น ครั้งแรกโดยนักเคมีชาวฝรั่งเศส
ชื่อ Rene Maurice Gattefosse (เรเน มอริช กัตฟอส) เมื่อปี ค.ศ.1928 อโรมา-เธราปี
เป็นการนำประโยชน์ของน้ำมันหอม ระเหยทำให้ร่างกาย จิตใจ อารมณ์เกิดความสมดุล

หลักการนี้ถูกนำมาศึกษาโดยใช้หลักทางสรีรศาสตร์ที่ มนุษย์สามารถสัมผัสกลิ่นได้มากกว่าหมื่นชนิดนั่นเอง
กลิ่นที่มนุษย์ได้รับสัมผัสในแต่ละครั้งจะผ่านประสาทสัมผัสรับกลิ่น (Olfactory nerves)
ซึ่งอยู่เหนือโพรงจมูก (nasal cavity)

เมื่อกลิ่นต่าง ๆ จากโมเลกุลของละอองเกสรดอกไม้ผ่านกระเปาะรับกลิ่น (Olfactory bulbs)
ที่ต่อกับลิมบิคซีสเต็ม (Limbic system) ซึ่งเป็น สมองส่วนควบคุมอารมณ์และความทรงจำ
โดยปกติแล้วระบบทางเดินหายใจเริ่มต้นจากการหายใจเข้า (inhale) และหายใจออก (exhale)
เพื่อให้เลือดดูดซับ ออกซิเจนที่สูดเข้าไป เปลี่ยนสภาพและสร้างเป็นพลัง งานให้ร่างกายหากอากาศที่ผ่าน
เข้าสู่สมอง และปอดไม่บริสุทธิ์ เช่น อากาศเสียจากท่อไอเสีย จากบุหรี่ จากสารพิษ ฯลฯ ก็จะทำให้สารพิษ
ที่ปนอยู่ในอากาศเสียนั้นตกค้างอยู่ในระบบทางเดินหายใจ และมีผลกระทบต่อระบบประสาท ลิมบิคซีสเต็ม
เป็นผลทำให้อารมณ์ และความทรงจำแปรปรวนไปด้วย

..... การทำงาน ของระบบทางเดินหายใจ และระบบ รับกลิ่นทำงานเช่นเดียวกันทั้งกลิ่นดีและกลิ่นเสีย
ดังนั้น กลิ่นหอมที่สูดดมเข้า ร่างกาย ก็เช่นกัน และด้วยหลักการ เดียวกันนี้เอง น้ำมันหอมระเหยที่ถูก
สกัดจากพืชสมุนไพร หลากหลายชนิดจึงถูกค้นคว้าวิจัย เพื่อ นำมาบำบัด รักษาโรคต่าง ๆ เพราะ
คุณสมบัติที่แตกต่างกัน ของพืชสมุนไพร ซึ่งผ่านการค้นคว้ามาแล้วจากหลายสถาบันหลายอารย ธรรม
หลายช่วงกาลเวลาถูกสั่งสมให้คุณค่าของความรู้ทางด้าน น้ำมันหอมระเหยมีประสิทธิภาพสูงขึ้น


.......คุณสมบัติในน้ำหอมระเหยนี้ สามารถนำมาใช้โดยการนวด ให้ซึมผ่านผิวหนัง บางชนิดก็เป็น
สารสกัดที่กำจัดแบคทีเรียได้ บ้างก็ช่วย แก้ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ช่วยกระชับผิวให้เต่งตึง ส่วนกลิ่นที่ได้จาก
สารสกัดสมุนไพรนี้จะช่วยกระตุ้นเปลี่ยน สภาพอารมณ์ และจิตใจเมื่อ กลิ่นผ่านระบบประสาทลิมบิค ซีสเต็ม
เช่น ช่วยให้สงบช่วยให้ผ่อนคลายช่วยให้กระ ปรี้กระเปร่า ช่วยคลายเครียด ช่วยลด ความ กระวนกระวาย ใจ ฯลฯ

น้ำมันหอมระเหย(Essiential oil) เป็นผลิตผลจากการสกัดพืช สมุนไพรนานาชนิด ซึ่งอาจสกัดมาจาก
ส่วนใดส่วนหนึ่งของ พืชนั้น ๆ เช่น สกัดมาจากผลดอกใบเมล็ดเปลือกก้าน ฯลฯ วิธีการสกัดที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
คือ การกลั่นด้วยไอน้ำ และการใช้สาร เคมีเป็นตัวทำลาย หลังจากการสกัดน้ำมัน หอมระเหยที่ได้จะถูกนำมาสังเคราะห์
เพื่อกลั่นแยกหา สารต่างๆ ที่มีกลิ่นหอมสารเหล่า นี้เองที่จะถูกนำมา คัด เลือก ผสมผสานและสร้างขึ้นมาเป็นกลิ่นใหม่ๆ

การสร้างสรรค์ให้ได้กลิ่น โดยปกติแล้ว มี 3 ขั้นตอน คือ
1.สกัด
2.สังเคราะห์
3.ประกอบสร้างขึ้นใหม่


กลิ่นสังเคราะห์จากสารเคมี...และที่มา
นับตั้งแต่ นักเคมีชาวอังกฤษ เซอร์วิลเลี่ยม เฮนรี เบอร์กิน ได้สกัดกลิ่นหอมจากสารเคมี
ขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ.1863 จนถึง ทุกวันนี้ทำให้มีสารกลิ่นหอมที่ได้จากการ สังเคราะห์สารเคมีอยู่มากกว่า 4,000 ชนิด
(ส่วนกลิ่นที่สกัด จากพืชธรรมชาติ มีมากกว่า 2,000 ชนิด และพบใน ประเทศไทย
ประมาณ 400 ชนิดและกลิ่นหอมที่ได้จาก สัตว์มีเพียง 4 ชนิด)

กลิ่นหอมกลิ่นแรกที่คิดค้นได้เป็นกลิ่นที่คล้าย กับกลิ่นอัลมอลด์ ซึ่งเป็นกลิ่นไนโตรเบนซิน
ได้มาจากสารสังเคราะห์ จากกรดไนตริก และเบนซิน ต่อมาก็มีการ คิดค้นกลิ่นต่างๆ อีกมากมาย
นอกเหนือจากที่รู้กัน ว่าดอกไม้มีกลิ่นหอมแล้ว ยังมีกลิ่นหอมที่ได้จากสัตว์อยู่ 4 ชนิด
ซึ่งเป็นที่รู้จักดีมาตั้งแต่โบราณ สารระเหย ที่ได้จากสัตว์มักมีราคา แพงและหายาก
เพราะต้องคร่าชีวิตสัตว์เหล่านั้นมาเพื่อ ได้ซึ่งกลิ่นหอม

1. กลิ่นอำพัน หรืออำพันทอง (ambergris) จากปลาวาฬ หัวทุย เป็นส่วนที่ปลาวาฬจะสำรอก
เอาก้อนอำพันนี้ ออกมาจากกระเพาะหรือฆ่าปลาวาฬ แล้วผ่าเอาก้อนอำพันมามักพบมากในแถบชายฝั่ง
ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

2. กลิ่นชะมด กลิ่นที่ได้จากชะมดเป็นสิ่งที่ชะมด ขับจาก กระเปาะของต่อมคู่ใกล้อวัยวะสืบพันธ์ของ
ทั้งตัผู้และ ตัวเมียที่เช็ดเอาไว้ตามต้นไม้กลิ่นนี้ถ้าหากต้องการ ต้องจับชะมด มาขังไว้แล้วจะได้
กลิ่นที่ชะมดเช็ดเอาไว้ตามกรง

3. กลิ่นจากบีเวอร์ เป็นกลิ่น castoreum ซึ่งเป็นสิ่งขับถ่ายจากกระเปาะรูปทรงรีระหว่างทวารหนัก
และอวัยวะสืบพันธุ์ แรกๆ จะมีกลิ่นไม่หอมแต่เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการทางเคมีจะเปลี่ยนให้กลิ่นหอมทนนาน ขบวนการนี้ก็เช่นเดียวกับอำพันซึ่งต้องใช้เวลาเปลี่ยน ให้กลิ่นหอมขึ้น

4. กลิ่นจากกวาง (Musk deer, Moschus mos-chiferus) ซึ่ง Musk เป็นผงไขมันแข็ง สีคล้ำอยู่ในกระเปาะ ที่เป็นถุงหนัง จะได้มาด้วยการฆ่ากวางแล้วผ่าเอาออกมา จึงมีราคาแพง


 
SiamhealthyDotNetCompanyProfile. All Rights Reserved.2003
Contact to l : 038-880-679 For comments to :Webmaster. Tel : 09-9896964