**หมายเหตุ** บทความที่ลงในโฮมเพจสยามเฮลตี้นี้ไม่สงวนลิขสิทธ์ เนื่องจากต้องการเผยแพร่ และ ส่งเสริม ให้ประชาชนไทยและผู้ที่สนใจ ได้เรียนรู้หลักการพึ่งตนเอง โดยใช้ภูมิปัญญา ของบรรพบุรุษ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดังนั้นบทความส่วนใหญ่เกิดขึ้นจากการรวบรวม และเขียนขึ้นเองจากประสบการณ์ตรง ของผู้เขียน และ หมอพื้นบ้าน ดังนั้นผู้ที่ต้องการนำไปเผยแพร่
ควรเขียน อ้างอิงแหล่งที่มาให้ชัดเจนเพื่อให้เกียรติกับผู้เขียน


วิวัฒนาการการนำกลิ่นมาใช้
โดย pingpong

ประวัติศาสตร์ของการสกัด กลิ่นหอมจากพืชธรรมชาติมีมากกว่า 6,000 ปี ดังนั้นวิวัฒนาการที่ใช้ในการ ได้มาซึ่งกลิ่น จึงมีหลากหลายตาม แต่ยุคสมัยตั้งแต่วิธีที่ง่ายที่สุดถึงยาก ที่สุดอาทิ

1. เปลวไฟย่างท่อนไม้จนทำให้ไม้คายน้ำมันออกมาทีละหยด แล้วนำน้ำมันหอมไปใช้

2.ต้มด้วยความร้อน นำดอกไม้ลงต้มกับน้ำมันจนถึงระดับความร้อน ที่น้ำมันในดอกไม้คายตัวออกมา
แล้วนำไขน้ำมันหอม (ปอมเมด-POMADE-น้ำมันหอมเข้มข้น) ที่ได้มาไปทิ้งไว้ให้เย็นเพื่อนำไป เก็บไว้ใช้ต่อไปแต่วิธีนี้ใช้ได้กับ ดอกไม้ที่มีกลีบแข็งแรงและทนทาน เช่น กุหลาบและกระดังงา ส่วนดอกไม้ ที่บอบบางเช่น มะลิ ใช้วิธีนี้ไม่ได้จะ ทำให้กลิ่นเหม็นเขียว

3. หีบ คล้ายกับการหีบอ้อย ส่วนมากจะใช้กับไม้ใบ กิ่ง ก้าน ลำต้น ส่วนที่ได้มาคือน้ำเลี้ยง (ซึ่งจะนอนก้น)
และน้ำมันหอม (ซึ่งจะลอยอยู่ส่วนบน) เมื่อได้น้ำมันหอมมาก็ช้อนขึ้นมาใช้ได้เลย

4. กลั่น แพทย์ชาวอาหรับชื่อ อวิเซนาเป็นผู้ค้นพบวิธีกลั่นนี้ ซึ่งใช้หลักง่าย ๆ โดยการต้มดอกไม้ ใบไม้
แล้วปล่อยให้ไอน้ำ พากลิ่นหอม ลอยไปปะทะความเย็นในฉับพลัน ไอน้ำร้อนนั้นจะควบ แน่นเป็น
หยดน้ำมันหอมระเหยวิธีนี้เป็นที่นิยมและ แพร่กระ จายไปทั่วยุโรป จนทำให้มีวิวัฒนาการการสกัดเกิดขึ้นอีกหลาย
วิธีและวิธี กลั่นนี้ก็ยังนิยมใช้กันจนถึงปัจจุบันนี้ แต่เครื่องกลั่นมีความทันสมัยขึ้นเพราะจะมีท่อแยกน้ำมันหอมระเหย และน้ำออกจากกัน

5. การสกัดด้วยการดูดซึม ด้วยความเย็นโดยใช้ไขวัวบริสุทธิ์ ฉาบบนแผ่นกระจกใสแล้วโรยดอก
ไม้หอมให้ทั่วกลิ่นหอมจะถูกไขวัว ซึ่งเย็นกว่าดูดซับน้ำหอมเอาไว้ แล้วจึงนำไขวัว ไปแยกกลิ่นหอมอีกทีหนึ่ง
วิธีดูดซับกลิ่นด้วยไขมันนี้ เป็นวิธีการที่พัฒนามาจากอียิปต์โบราณ ซึ่งนิยมแช่ดอกไม้หอม ในไขวัว-แกะ-ห่าน เพื่อนำมาใช้แต่งผมวิธีการทำ น้ำหอมที่เรียกว่าอองเฟลอราจ (Enfleurage) ก็มีวิวัฒนาการ มาจาก การสกัดนี้เช่นกัน

6. การสกัดด้วยวิธีแช่ดอก ไม้ลงในสารละลายที่ระเหยเร็วมาก สารทำละลายที่ใช้คือแอลกอฮอล์ อาซีโตน เฮกเซน อีเทอร์ ซึ่งต้องขึ้นอยู่กับดอกไม้แต่ละชนิดว่า ต้องใช้ตัวทำละลายชนิดไหน ใช้อุณหภูมิ เท่าใดขั้นตอนที่เข้าใจง่ายๆ คือ เรียงดอกไม้ลงในถังไม่ให้แน่นเกินไป เมื่อใส่สารละลายลงไปก็จะได้ทำ ปฏิกิริยาได้อย่างทั่วถึงสารละลาย นี้จะละลายเอาน้ำมันหอมระเหยออก จากดอกไม้ จากนั้นก็เป็นขบวนการแยก สารสกัดหอมออกจากตัวทำละลายเอา น้ำมันหอมระเหยออกจากดอกไม้ จากนั้นก็เป็นขบวนการแยกสารสกัดหอม จากตัวทำละลายซึ่งสารสกัดหอม ที่ได้จะอยู่ในหลายรูปแบบเช่น ของเหลวของแข็งและครีมเข้ม ส่วนสีก็จะแตกต่างกันออกไปตามแต่ละชนิด ในการสกัดนี้จะใช้เวลาในการ สกัดไม่เท่ากัน บางชนิด 10 ชั่วโมง บางชนิดถึง 40 ชั่วโมง จากนั้นก็นำ สารสกัดที่ได้ไปทำ ปฏิกิริยาทางเคมี อีกครั้ง เพื่อแยกให้ได้มาซึ่งสารหอม ระเหยหรือน้ำมันหอมระเหย ด้วยวิวัฒนาการที่ทันสมัย และ นักเคมี ปัจจุบันที่เก่ง ๆ สารหอมนี้เองจะถูกแยก ได้อีกเป็นร้อย ๆ ชนิดเพราะในกลิ่นหอม 1 ชนิด ไม่ได้มีกลิ่นเพียงกลิ่นเดียว อาทิ สารจากตะไคร้สามารถแยกเป็น กลิ่นกุหลาบ และกลิ่นมะนาว ได้ อีกด้วย



 
SiamhealthyDotNetCompanyProfile. All Rights Reserved.2003
Contact to l : 038-880-679 For comments to :Webmaster. Tel : 09-9896964