รู้จักคณะผู้จัดทำ

สื่อสัมพันธ์คนกับม้ากับการเยียวยาผู้ป่วย
ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ เรียบเรียง นาวี มีบรรจง
วันที่ 15 พฤษภาคม 2550 เวลา 6.29 น.

มนุษย์กับม้ามีความสัมพันธ์ เกี่ยวข้องกันมาตั้งแต่เริ่มต้นที่มนุษย์รู้จักการติดต่อสื่อสาร และการใช้พาหนะไปในที่ต่าง ๆ อีกทั้งยังใช้ในเรื่องการขนส่งสัมภาระต่าง ๆ และสิ่งสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกรู้จักม้า นั่นคือ การนำมาใช้ในเป็นพาหนะคู่ชีพของนักรบในสงครามรบ ซึ่งจะต้องเป็นองค์ประกอบหลักในการจู่โจมข้าศึกศัตรู

เริ่มต้นการนำม้า เข้ามามีบทบาทในการเยียวยาผู้ป่วยได้อย่างไร

จากประวัติศาสตร์ตามที่ได้กล่าวกันมาพบว่า ในประเทศแถบตะวันตกนั้นได้รู้จักการขี่ม้ามาตั้งแต่ครั้งอดีตกาล ซึ่งเริ่มต้นจากชาวกรีก (ตามหลักฐานที่กล่าวถึง) ว่าใช้เพื่อการรักษาเยียวยาจิตวิญญาณของผู้ป่วยอาการหนัก และได้รับการยอมรับก่อนจะเป็นเสมือนเครื่องมือเพื่อการบำบัดรักษา และเป็นที่แพร่หลายมากขึ้นในแถบยุโรป และอเมริกาเหนือ โดยใช้คำว่า Hippotherapy ซึ่งมาจากคำว่า Hippos ซึ่งเป็นภาษากรีกที่แปลว่า ม้า ผสมกับคำว่า Therapeir ซึ่งแปลว่าการบำบัด

ในประเทศแถบตะวันออก หรือประเทศที่อยู่ในภูมิภาคเอเชียเช่นกัน ถึงแม้ว่ายังไม่สามารถหาหลักฐานทางประวัติศาสตร์ได้ว่ามีการนำม้าเข้ามาบำบัดหรือ ไม่ แต่หากมองในความเป็นจริง การนำม้าเข้ามาบำบัดและฟื้นฟูสุขภาพอาจจะถ่ายทอดตามภูมิปัญญาที่สั่งสมมานาน เพียงแต่ไม่อาจจะระบุได้ว่าเป็นเพียงแค่การม้าเท่านั้น เพราะ การขี่ควาย หรือ ช้าง หากนำมาใช้ในการบำบัดก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน เพียงแต่ไม่คล่องตัวและว่องไวเท่ากับม้า และไม่มีการเปิดเผยให้เราได้รับทราบ หรือมีการบันทึกเป็นข้อมูลเอาไว้

หากจะยกตัวอย่างว่า “ การยกมือไหว้พระ การก้มตัวลงกราบพระ การพบปะรับไหว้ และคำนับ ซึ่งเต็มไปด้วยมารยาททางวัฒนธรรมที่แฝงอยู่ในสายเลือดของคนเอเชีย จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรงและสุขภาพดี ”

“ การขี่ม้าเพื่อการบำบัด ” ก็เช่นกันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะสามารถนำมาบำบัดได้ หากแต่ทว่าพวกเราเป็นเพียงผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในฐานะผู้หลงลืมสิ่งดีๆ ที่บรรพชนได้ทิ้งไว้ให้

การขี่ม้านั้นความสำคัญอยู่ที่ “ การรับรู้, การสัมผัส, การเคลื่อนไหวที่สมดุล, การทรงตัว ” ทุกอย่างประสานสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องกันกับการทำงานของระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ในหลักการของกายภาพบำบัด หลายคนได้นำเอาความพิเศษตรงส่วนนี้มาช่วยแก้ปัญหาในเรื่อง เด็กพิเศษที่มีความผิดปกติทางกล้ามเนื้อ และข้อต่อ และนำมาใช้กับกลุ่มที่เป็น โรคสมองพิการ ( Cerebral Paisy )

สำหรับชมรมบ้านสุขภาพนั้น การนำมาเข้ามาใช้เพื่อการบำบัดผู้ป่วยนั้นได้ดำเนินการมาเป็นระยะ 6 ปีแล้ว ซึ่งดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ได้อธิบายให้ฟังว่า

“ การเริ่มต้นขี่ม้านั้น จะเริ่มตั้งแต่การสร้างความคุ้นเคยกับม้าก่อน โดยเริ่มตั้งแต่การอาบน้ำ ล้างคอกม้า และการนำไปกินหญ้า ” ทำให้เราได้มองเห็นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ว่าเป็นการปูพื้นฐานและยกระดับจิตใจในการเรื่องการเรียนรู้ ในส่วนของ “ การให้ ” และเป็นสิ่งสำคัญที่เยาวชนและผู้ที่เข้ารับการบำบัดจะได้เรียนรู้ ผ่อนคลายและปลดปล่อยความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้เกิดมิตรภาพระหว่างคนและสัตว์ ซึ่งม้าเองจะรับรู้ได้ถึงความไว้ใจ และเอื้ออาทรจากผู้เข้ารับการบำบัด

ซึ่งตามข้อมูลได้รับจาก Encycopidia ได้กล่าวถึง การใช้ชีวิตร่วมกับม้าว่ามีความสัมพันธ์กันอย่างไร ไม่ใช่ในฐานะเพียงคนกับสัตว์เท่านั้น แต่อาจกล่าวได้ว่า เป็นเสมือนคู่ชีวิตทีต้องอยู่ร่วมกันตลอดเวลา

มนุษย์มีความผูกพันกับม้ามามากกว่า 1,400 ปี ก่อนคริสตศักราช ซึ่งได้กล่าวไว้ว่า ชาติที่เริ่มนำมามาเลี้ยงใช้งานและมีความชำนาญเป็นอย่างมากได้แก่ อัสซีเรีย ชาวอียิปต์ และชาวกรีกโบราณ

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม กลุ่มชนที่ได้รับการรับรองว่าเป็นเอกในเรื่องการขี่ม้ากัลับเป็นชาวมองโกล และชาวเปอร์เซีย

การติดต่อสื่อสารโดยม้านั้น ถือว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งจะต้องมีคุณธรรมและความสามารถเฉพาะตัว นั่นก็คือ “ อัศวิน ”

การนำเอาอานม้ามาใช้นั้นเริ่มใช้กันมากโดยเฉพาะชาวยุโรป และชาวกรีกโบราณ ซึ่งในในกลุ่มมองโกล และชาวเปอร์เซียนั้นการขี่ม้าจะไม่มีอานนั่ง ซึ่งจะทำให้ร่างกายสัมผัสกับม้าโดยตรง เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าความคุ้นเคยของชาวเอเชียกับม้าจะมีมาก่อนชาวยุโรป แต่การวิวัฒนาการที่ทันสมัยในเชิงกีฬา และในด้านการต่อสู้ชาวยุโรปจะมีความชำนาญมากกว่า

ในประเทศฝรั่งเศส เยอรมันนี อังกฤษ และออสเตรเลีย ถึงกับเปิดโรงเรียนสอนการขี่ม้าขึ้น และได้เขียนตำราการขี่ม้าไว้อย่างเป็นขั้นตอนอย่างละเอียด โดยเริ่มตั้งแต่

ขบวนการทางจิตวิทยาของม้า

การพัฒนาบุคลิกภาพของผู้ที่จะขึ้นขี่ม้า

และประโยชน์ที่ได้จากการขี่ม้า

รวมถึงมีการกระตุ้นชักจูงให้ประชานรักและเข้าใจถึงคุณค่าของการขี่ม้า

กำลังม้าคือ อะไร ?

มีการกล่าวถึง กำลังม้า ซึ่งหมายถึงพละกำลังของม้า มาเปรียบเทียบกับพลังงานที่เกิดขึ้นกับสิ่งต่าง ๆ มากมาย ในการวัดกำลังม้า เมื่อเปรียบเทียบกันโดยใช้

ระยะทาง x ปอนด์ ซึ่งหมายความว่า

ใน 1 นาที นั้น กำลังของม้า (HorsePower) หรือ 1 แรงม้า จะเท่ากับ 33,000 ฟุตปอนด์ (น้ำหนัก x ระยะทาง = ฟุตปอนด์/นาที)

เมื่แปรียบเทียบกับ BTU (British Temal Unit) กับแรงม้า ในลักษณะกระแหไฟฟ้า จะเท่ากีบ 7646 วัตต์ ถ้าเป็นความร้อนจะเท่ากับ 2545 BTU ต่อนาที

ถ้าเปรียบเทียบกับน้ำหนัก (เมตริกตัน) ต่อแรงม้า (HorsePower) จะเท่ากับ 4,500 กิโลกรัมเมตริกต่อนาที

ดังนั้นจึงเห็นได้ว่า “ แรงม้า ”

ก็คือ กำลังการขับเคลื่อนขอม้าที่ทำงานใน 1 วันต่อตัว

ซึ่งกำลังจากการขับเคลื่อนขอม้าดังกล่าว ถือว่าเป็นพลังที่มหัศจรรย์มากจึงเป็นการทบทวนให้คนเราคิดถึงกำลังที่เทียบเท่ากับแรงม้า ทั้งนี้เพื่อให้กำลังการับเคลื่อนของสมอง กับร่างกายเป็นไปอย่างมีพลัง และช่วยให้มีศักยภาพที่เจ็บป่วยน้อยลง หรือ หากเกิดการเจ็บป่วย ถ้ามีการปรับศักยภาพในร่างกายให้มีการขับเคลื่อนเทากับ แรงม้า ( HorsePower )

ซึ่งกระแสไฟฟ้า 746 วัตต์ ซึ่งเกิดจากการขับเคลื่อนขิม้านำมาร่วมกับการขี่ม้า หรือ เดินไปกับม้าในระยะเวลา 1 วัน หรือ เพียง 5 – 15 นาที เมื่อนำ 5 นาทีมาหารในหนึ่งวันของม้า ก็จะเท่ากับ 1 Horse หารด้วยวัตต์

กำลังกระแสไฟฟ้าดังกล่าวที่เกิดขึ้นจะทำให้เรามีกระแสไฟฟ้าที่มากขึ้น และส่งผลถึงการจัดสนามแม่เหล็กในร่างกายที่เพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้น FreeRadicle หรือ อนุมูลอิสระ หรือเซลล์ที่ตายแล้วก็จะถูกเผาผลาญเปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงาน รวมไปถึงการซ๋อมแซมส่วนที่สึกหรอตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย

ธรรมชาติของม้าเป็นสัตว์ที่เข้าใจผู้เลี้ยงอย่างรวดเร็ว และสามารถรับรู้สัมผัสได้ถึงคลื่นที่อยู่ในตัวผู้ขี่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าเรารู้ธรรมชาติของม้า ม้าจะทำให้คนมีวินัยตรงต่อเวลา ร่างกายแข็งแรง สง่างาม และมีมาตรฐานความคิด ปฏิภาณที่เร็วและทำให้การพัฒนาการของจิตใจ

ดังนั้นการฝึกขี่ม้าจึงไม่ใช่เพียงเป็นการขี่เพื่อความสนุกอย่างเดียวเท่านั้น แต่เป็นการขี่เพื่อช่วยฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง และมีภูมิคุ้มกันที่เพิ่มมากขึ้น รวมไปถึงการจัดระเบียบพื้นฐานวินัยของชีวิต ทำให้เกิดความมั่นใจ

 

อาการผู้ป่วยที่เข้ารับการฟื้นฟูด้วยการขี่ม้า

มีคำถามมากมายที่ถามกันเข้ามาว่า ผู้ป่วยประเภทใดที่ทางชมรมบ้านสุขภาพนำมาบำบัดและฟื้นฟู


Webmaster Talk
เนื่องจากเบอร์ 084-0961630 ของคุณแอนได้ยกเลิกการใช้ชั่วคราวเนื่องจากประสบปัญหาโทรศัพท์หาย ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ดังนั้นทาง siamhealthy ขอแจ้งเบอร์โทรติดต่อใหม่ดังนี้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชมรมบ้านสุขภาพ
086-8460064 คุณแอน

ติดต่อปรึกษาปัญหาสุขภาพ และประสานงานกับชมรมบ้านสุขภาพ
081-4109921 คุณปุญโญ

กรุณาส่งรายละเอียดและเบอร์โทรกลับทาง
แฟกซ์ 038-941144 หรือ E-mail : nawee1976@hotmail.com
แนวคิดในการดำเนินการของผู้จัดทำ
อ่านบันทึกวิธีการบำบัดของชมรมบ้านสุขภาพ โดย webmaster ได้ที่ http://spaces.msn.com/nawee1976/
 


Google

www
www.siamhealthy.net





คุณสมบัติของน้ำผัก
ดื่มน้ำผักช่วยอะไร
ส่วนประกอบของน้ำผัก
วิธีการทำน้ำผักปั่นอย่างง่ายๆ

การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร

หน่วยงานร่วมสนับสนุนข้อมูลวิชาการ
นิตยสารแพทย์ทางเลือก
ชมรมบ้านสุขภาพ สถาบันภูมิปัญญาสากล
ชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย
มูลนิธิรณรงค์ช่วยให้เลิกบุหรี่และสารเสพติด โรงเรียนเกษตรอินทรีย์เขาค้อตามโครงการในพระราชดำริฯ
กลุ่มเกษตรกรบ้านฉาง
กลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน
อุดมชัยฟาร์ม จ.สระบุรี

คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านวิชาการ
ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์
ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต
คุณนันทศักดิ์ จอมทอง
คุณนิพัธ ดิถีเพ็ญ
คุณบินไกล มานะสุข
คุณสุริยา โทณะวณิกช์

ผู้จัดทำ
webmaster : นาวี มีบรรจง
สมาชิกและการตลาด : คุณแอน


eXTReMe Tracker

SiamhealthyDotNetCompanyProfile. All Rights Reserved.2003
For comments to :Webmaster@siamhealthy.net, nawee1976@hotmail.com
Tel : 086-8460064 คุณแอน 086-9896964, 081-4109921คุณปุญโญ