รู้จักคณะผู้จัดทำ

แพทย์ทางเลือก : ทางเลือกเพื่อทางรอด
จากนิตยสารดิฉัน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2540

คำ “แพทย์ทางเลือก” หรือ “Alternative Medicine”
ยังเป็นของใหม่สำหรับคนไทย ขณะเดียวกันก็เป็นทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรักษาทางยาด้วย เพราะแพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ใช้ยา


ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ ผู้สำเร็จปริญญาเอกทางด้านนี้ให้คำอธิบายถึงคำว่า
“ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน ว่า”

“ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน คือ อะไรก็ได้ ที่ไม่มีการใช้ยาหรือ สารเคมีใด ๆ จะใช้น้ำร้อน หรือ
น้ำเย็น การนวด ผลไม้ อาหาร สมาธิ โยคะ การพูดคุย ฯลฯ…..อย่างเฮลธ์ คลับ ตามโรงแรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของออลเทอร์เนทีฟ เมดิซฺน ใช้เครื่องมือ ง่าย ๆ ที่เป็น physical therapy ไม่ใช่ chemical therapy นั่นคือ ออลเทอร์นาทีฟเมดิซิน



เขาใช้คำว่า alternative เพราะว่า "คุณมีสิทธิ์เลือก คนไข้จะเป็นผู้เลือกวิธีการรักษาเอง แต่เราจะต้องบอกคนไข้ว่าเขาเป็นอย่างนี้นะ เขาจะเลือกอะไร"


ดร.รสสุคนธ์ เป็นหญิงร่างเล็กบางวัย 43 ปี สำเร็จปริญญาเอกด้าน
Doctor of Science ด้านแพทย์ทางเลือก จากมหาวิทยาลัย คาลูโบลวิลล่า ฮอสปิตอล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิดที่ประเทศศรีลังกา

สิบกว่าปีที่ผ่านมา ชีวิตของคุณหมอเหมือนชีพจรลงเท้า ต้องเดินทางไปมาต่างประเทศเป็นว่าเล่าน เพิ่งจะมีเวลาปักหลักอยู่ประเทศไทยและเปิด “ชมรมบ้านสุขภาพ” เพื่อให้การบำบัดรักษาคนไข้ เมื่อ 4 ปีที่แล้วนี่เอง


วิธีการรักษาของคุณหมอมีด้วยกัน 2 แบบ คือ
ฝังเข็ม เพื่อปรับความสมดุลของร่างกาย และ บำบัดด้วยอาหาร อากาศ และอารมณ์

ซึ่งผู้เข้ารับการบำบัดต้องเปลี่ยนมารับประทานอาหารตามวิธีของคุณหมอโดยเคร่งครัด
สาเหตุที่ทำให้คุณหมอหันมาสนใจศึกษาศาสตร์ทางด้านี้ก็เพื่อรักษาสุขภาพของตัวเอง และเพื่อรักษาเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน โดยได้รับแรงบันดาลใจเมื่อครั้งเป็นอาสาสมัครขึ้นไปทำงานบนเขาค้อ หลังจากจบปริญญาจากคณะเกษตรฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และปริญญาโทคณะศึกษาศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยเดียวกัน


เขาค้อในเวลานั้นยังมีปัญหาการสู้รบระหว่างทหารกับคอมมิวนิสต์ ภาพที่เธอได้พบเห็นบนเขาค้อ สร้างความสะเทือนใจให้เธอเป็นอย่างมาก

“ตอนนั้น เขาค้อ กำลังรบกันดุเดือด พอไปอยู่ก็ไปเห็นชาวบ้าน มันอาจเป็นภาพที่เราไม่คุ้นก็ได้ เพราะสังคมมันเบรกดาวน์แบบขาดวิ่น หมอจบเซนโยเซฟคอนแวนต์ เคยอยู่แต่สังคมหรู ฯ แล้วเราไปเจอคนจน สุดขีด แล้วมีแต่เลือด แต่สงคราม เราตกใจ ”


ไปเห็นชาวบ้านที่นั่นแล้ว สะเทือนใจมาก คือเรามีกิน มีเสื้อผ้าใส่ แล้วเราไปเห็นชาวบ้าน บนเขาค้อในสภาพที่จะกินก็ไม่มี เสื้อผ้าที่จะก็ไม่มี แต่ว่าเรามีเงินซื้ออาวุธน่ะ เลยไม่ประทับใจเท่าไหร่ ก็เลยอาสาทำงานโดยไม่มีเงินเดือน พี่ ๆ ทหารแชร์ให้กัน เป็นอาสาสมัครช่วยเด็ก ๆ ชาวเขา ทีแรกก็คิดว่าจะอยู่ปีเดียวคือ เก็บข้อมูลเอามาเขียน มาทำอะไรสักอย่างหนึ่ง แต่พอจับเข้าไปจริงๆ เรารู้ว่าคุณภาพของคนที่จบมหาวิทยาลัยมาจะไม่เท่ากัน สิ่งที่ไม่เท่ากันคือ คุณธรรม ที่เราจะมีความ
รับผิดชอบ ต่อสังคมว่าตรงนี้ต้องเป็นหน้าที่เราแล้วนะ จากที่คิดจะทำแค่ปีเดียว คุณหมอเลยเป็นอาสาสมัคร ทำงานในโครงการพัฒนาลุ่มน้ำเข็กของกองทัพภาคที่ 3 นานถึง 4 ปี และได้ทุนไปเรียนต่อ ประเทศอิสราเอลในปี 2526 นานหนึ่งปี

“ตอนนั้นท่านทูตอิสราเอล ไปเจอที่เขาค้อ ท่านก็คุยว่ามีความคิดอย่างนี้ได้ยังไง ท่านเลยให้ทุนไปอิสราเอล ไปเรียนการพัฒนาผสมผสาน การบริหารชุมชน และการจัดการสุขภาพ”

เรื่องการจัดการสุขภาพที่น่าประทับใจของอิสราเอลก็คือว่า เขาจะมีการ์ดประวัติตั้งแต่เกิดว่า ใครไอคิวเท่าไหร่ ควรจะดูแลสุขภาพอย่างไร เขาจะทำนายไว้ว่าในอนาคตคนของเขาจะเก่งที่สุดในโลก

นั่นคือสิ่งที่ทำให้เราเก็บไว้ในใจว่า เราจะต้องกลับมาทำให้คนไทยเป็นอย่างนั้น
กลับมาก็มาร่วมงานกับกองทัพภาคที่ 3 อีก

ซึ่งตอนนั้นเราทำวิจัยเรื่องการศึกษาให้กับเด็กชนบทเป็นงานวิจัยระหว่างที่เราเรียนปริญญาโทด้วย คือการศึกษาให้กับเด็กชายแดน หลักสูตรของเขาต้องอยู่รอดต้องมีอาชีพและป้องกันตัวเองได้ ซึ่งขณะนี้ทางกองทัพบกได้ใช้เป็นยุทธศาสตร์พัฒนาอยู่


หลังจากนั้นก็ได้ทุนไปเรียนต่อที่สวิสเซอร์แลนด์ เป็นทุนขององค์กร ชื่อ Moral Re-Arment (MRA) ซึ่งเป็นองค์กรที่มีเป้าหมาย เพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก ชาติไหนทะเลาะกัน เขาจะพยายามจัดให้ผู้นำมาเจอกัน มาหาทางประนีประนอมกัน

ที่ได้ทุนไปสวิสเพราะคุณ โชติ คุณะเกษม รมต. กระทรวงการคลังท่านหนึ่ง เคยไปเรียนที่ประเทศอังกฤษ แล้วไปรู้จักกับครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวนี้ภายหลังเป็นครูสอนคุณประชัญคุณะเกษม คุณประชัญ คือผู้ใหญ่ท่นหนึ่งที่สนับสนุนโครงการที่เขาค้อ ก็เลยเชิญครอบครัวชาวอังกฤษนี้มาเมืองไทย ครอบครัวนี้ก็มาเจอหมอบนเขาค้อ เขาก็ถามว่ามาที่นี่ทำไม

หมอก็เล่าถึงเจตนาที่ตัวเองรู้สึกให้เขาฟัง เขาบอกว่า ยู เวริ์ค บาย ฮาร์ด หมอก็บอกว่าใช่ "ฉันจะฟังว่าหัวใจฉันอยากจะทำอะไร ฉันก็จะทำแบบนั้น"


เขาบอกอยากเชิญไปสวิสเซอร์แลนด์ ซึ่งตอนนั้นเราไม่รู้ว่ามีอะไรที่สวิส
ครั้งแรกเราไม่ไป เพราะเราไม่รู้และเราต้องดูแลครอบครัว เพราะเราล้มละลายในปีที่หมอกำลังเรียน ม.ศ. 4-5 เมื่อก่อนที่บ้านทำธุรกิจเยอะมากแล้วมันก็ล่มด้วยอะไรง่าย ๆ พอจบปุ๊บหมอเลยต้องดูแลครอบครัว

ครั้งที่ 2 เขาส่งตั๋วเครื่องบินส่งอะไรมาให้เรา เพราะผู้ชายที่มาที่นี่คือ ซีเนียร์ เมมเบอร์ขององค์กรนี้ เขาก็บอกว่าที่เรากำลังทำที่เขาค้อมันหมายถึงสันติภาพ ที่จะต้องเกิดขึ้นในเขมรและในเวียดนาม และพม่า
เขาก็บอกกับพล.อ.พิจิตร กุลละวณิชย์ ซึ่งรับผิดชอบโครงการเขาค้อว่าจะเชิญหมอไปที่โลซานน์ ไปเล่าถึงความรู้สึกของเรา ก็ไป


ตอนที่ไปที่นั่นก็เท่ากับเราได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของเขา เราได้รู้ว่าเขาทำอะไรกัน คนที่ไปประชุม ที่นั่นจะต้องมีหน้าที่กันทุกคนทั้งทำความสะอาด ทำอาหาร จัดประชุม แต่เราเป็นแขก ขณะที่เรา ยังไม่รู้เรื่องก็เป็นผู้สังเกตการไปก่อน พอเดือนที่ 2 ต้องทำงานแล้ว
หมอไปอยู่ที่นั่น 4 เดือน พอกลับมาก็เดินทางไปเขียนแผนยุทธศาสตร์ชายแดนทั่วประเทศไทย ให้กับกองทัพบก เป็นอาสาสมัครพิเศษให้กับ กอ.รมน. ไม่มีเงินเดือนนะคะ หมอได้เงินเดือนจากคนทั่วโลกที่อยู่ในองค์กร MRA ช่วยกันลงขันให้ เพราะหมอเป็นสมาชิกฟูลไทม์ขององค์กรนี้ และเขารู้ว่าเมืองไทยมีปัญหานี้อยู่ แล้วเรากำลังจะกลับมาทำหน้าที่นี้ เขาก็ไม่อยากให้เรากังวลเรื่องเงิน เขาก็ช่วยกันลงขันช่วยเรา
ตอนที่ไปทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาที่ชายแดน ก็มีหมอชาวอเมริกันคนหนึ่งเป็นผู้หญิง แกไปเรียนฝังเข็มที่เมืองจีน 5 ปี แล้วมาเจอหมอที่เมืองไทย ก็เป็นเพื่อนกัน
แกก็ตระเวนช่วยเรา ก็เริ่มใช้ฝังเข็มกับคนในพื้นที่ชายแดน แกก็เริ่มสอนวิชาฝังเข็มให้หมอ แกเห็นหมอ ชอบช่วยคน ก็บอกว่าเธอต้องเรียนศาสตร์นี้แล้วล่ะ ตอนกลางคืนเราก็เรียนกับเขา กลางวันเราก็ช่วยคน

เช่นไปเจอคนท้องเสีย คนปวดท้อง คนเป็นมาเลเรีย เราก็ช่วย
อย่าง คนเป็นมาเลเรียนี่ง่ายมาก เลยเราก็กรีดเอาเลือดเขามาหนึ่งหยด มาเจือจางกับน้ำกลั่น 400 เท่า ใส่ปากเขา แล้วเอากระเทียม น้ำผึ้ง พริกไทย มะนาว ให้เากินตลอดห้ เขาาหายสั่นเลยค่ะ ไข้ลด

ก็เลยไปช่วยพวกกระเหรี่ยงตอนที่เราต้องตระเวนไปและช่วยตัวเองด้วย เราก็คิดว่าเออดีเหมือนกันน่ะ ศาสตร์นี้จะช่วยคนได้ ความสนใจของคุณหมอเริ่มหันเหมาสู่ศาตร์ทีเกี่ยวข้องกับด้านสุขภาพ และได้ไปเรียนรู้เพิ่มเติมเมื่อได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ หมอได ้ทุนจากอ๊อกฟอร์ด โดยดยุค ออฟ อ๊อกซ์ฟอร์ด เชิญไปเรียน เราก็ไปตอนนั้นหมอก็เริ่มจะลาออกจากกอ.รมน.แล้วเพราะสุขภาพเริ่มไม่ดีแล้ว เริ่มแย่แล้ว ที่บ้านนี่พ่อแม่จะอ่อนแอที่ตับ พอรุ่นลูกจะมีแคริเออร์ทาลัสซีเมีย แล้วหมอต้อง ทำงานหนัก มาตั้งแต่เด็ก เลยเอียงไปทางลูคีเมีย เมื่อก่อนก็ไม่รู้เพื่อนจะทักว่าทำไมเธอเหลือง ๆ ซีด ๆ และตาสั้น ใส่แว่นหนาเตอะ ทำอะไรก็ซึม ตอนนั้นทำงานอยู่กับทหารเขาก็สูบบุหรี่กัน

ในที่สุดหมอเลยบอกเขาว่าไม่ไหวแล้วค่ะ ถ้าพี่ๆ สูบบุหรี่กันอย่างนี้หนูตาย กินไม่ได้ น้ำหนักลด เม็ดเลือดลด จนกระทั่งมีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพิ่มขึ้นสูง ก็รู้สึกไม่สบายแล้ว เลยลาออกจากงาน ไปเรียนที่อังกฤษ คิดว่าไปรักษาตัวด้วย

ความสนใจด้านสุขภาพทำให้คุณหมอเลือกเรียนเฮลธ์ แคร์ เป็นวิชาโท
“ตอนที่เรียนมันเป็น Deplomat Course เรียนภาษาอังกฤษเชิงดิโพลแมทด้วย

เขาก็มีไมเนอร์ให้เราเลือก หมอเลยเลือก "เฮลธ์แคร์”
วิชานี้จะต้องเรียนทฤษฏี เฮลแคร์ และประวัติของหลายประเทศ หมอก็ติดใจทฤษฏีของคนจีนดีมากค่ะ

เป็นทฤษฏีที่เรา Maintain (บำรุงรักษา) regenerate (ฟื้นฟู) ร่างกาย

มันไม่เหมือนกับทฤษฏีแพทย์ทางตะวันตก
คือ inhibit (ยับยั้ง) กับ Control

หมอก็เลือกเมนเทน กับรีเจนเอนเรท ลึกลงไปว่ามีกี่ทฤษฏี เกิดอะไรขึ้นในร่างกายมนุษย์

มันก็คือ ทฤษฏี หยินหยาง แต่คำว่าหยิน หยาง ไม่ใช่ขาวกับดำ นะคะ มันเป็นขาวกับดำจริงๆ แต่ว่าค่อยๆ เคลื่อนไปทีละจุด ทีนี้ทุกเซลล์ของร่างกายเราจะเกิดหยินหยางทุกวินาที

ถ้าสมดุล ร่างกายก็ปกติ ถ้าเมื่อไหร่ไม่สมดุล เราก็จะเริ่มรีไซเคิล และรีเจนเนอเรท ในเวลาเดียวกัน นั่นก็คือฝังเข็ม การเรียนในวิชานี้ไม่ได้สอนกันในชั้นเรียน แต่จะต้องค้นคว้าจากห้องสมุด

“นี่เป็นเรื่องราวที่เราต้องไปค้นคว้าเอง เรียนเอง อ่านเอง เมื่อเราเลือกเรียนอะไร เขาจะบอกเราว่าที่ไหนเป็นแหล่งที่เราจะไปหาความรู้ได้ ตอนนั้นก็คิดว่ารู้ไว้เฉยๆ แล้วเราก็รู้นิดหน่อยเรื่องการฝังเข็ม ”


ก็เรียนที่อ๊อกฟอร์ดปีนึงได้ดิโพลมาใบนึง หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปฝึกงานที่สวีเดน กับสวิส อีก แล้วก็กลับมาเมืองไทย อยู่ได้พักหนึ่งก็ขอไปศรีลังกา เพราะหมอมีเพื่อนอยู่ที่นั่น
ตอนไปอยู่ที่โน่นก็ไปเจอสูตรออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน เป็นของ UN แต่อยู่ในรัฐบาลแห่งชาติของศรีลังกา เพราะสหประชาชาติไปตั้งศูนย์ให้การศึกษาเรื่องออลเทอร์นาทีฟ เมดิซินที่โคลัมโบ
สหประชาชาติต้องมีเหตุผลแน่ที่ไปตั้งศูนย์การศึกษาเรื่องนี้ที่นั่น

“อันนี้ไม่รู้ข้อมูลผิดหรือถูกนะคะ แต่คล้ายว่าที่นั่นเป็นแหล่งผ่องถ่ายยาเสพติด เป็นเส้นทางขนส่งยาเสพติดที่ใหญ่มาก UN เขาทำเรื่องแอนตี้นาร์โคตริก ได้ดีมาก มันเป็น pain release เราไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด มันก็จะลดลงตรงนี้ลง”

แต่ที่นั่นทั่วไปเขาไม่พูดเรื่องนี้เขาเป็นศูนย์ใช้คำว่า ออลเทอร์นาทีฟเมดิซิน คือแพทย์ทางเลือก เราจะไม่พูดเรื่องการต่อต้านยาเสพติดเด็ดขาด

แต่เท่าที่หมออยู่ซึ่งเรารู้อยู่ถ้าเราเจาะตัวนี้ได้ นั่นคือสันติภาพอันหนึ่งที่เราจะได้มาในอนาคต นั่นคือเป้าหมายของยูเอ็นที่ไกลมาก หมอก็เข้าเรียนแพทย์ทางเลือกที่โรงพยาบาลคาลูโบวิลล่า เป็นมหาวิทยาลัยเปิด ก่อนเรียนเราก็ต้องสอบ ก็ฟลุ๊คผ่าน ๆ หมด เพราะเบสิคทุกอย่างเราก็ผ่านมาหมดแล้ว ฝึกหัดได้ไม่นานเท่าไหร่ก็ผ่านหมด

วิชาออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน มีด้วยกันหลายชนิด แต่คุณหมอเลือกวิชาที่เธอเป็นอยู่แล้ว คือ ฝังเข็ม
“เขามีให้เราเลือกตั้งแต่ใช้ธรรมชาติทั่วๆ ไป กดจุด แต่หมอคิดว่าเรามีเบสิคฝังเข็ม เลยมุ่งด้านฝังเข็มไปเลย”

ตอนเรียน เราจะต้องถึงโรงพยาบาล หกโมงเช้า หกโมงเช้าถึงเที่ยงเราต้องทำงานฉุกเฉินสารพัด จะมีคนไข้เข้าแถวยาวเป็นกิโลเมตร แล้วเราต้องเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย เรียน MD ด้วย เราต้องเรียนเรื่องยา เรื่องฉีดยา เขาสอนหมด แพทย์ทางเลือกเป็นแผนกหนึ่งในโรงพยาบาล เราต้องทำงานกับ หมอตลอดเวลาแล้วคนสอนก็เป็น MD

คุณหมอมีพื้นฐานด้านการฝังเข็มแน่นอยู่แล้ว จึงเรียนจบเร็วมาก คือได้ปริญญาเอก Ph.D. Doctor of Science ภายในสองสามเดือนเท่านั้น จนได้ชื่อว่าเป็นนักเรียนที่เรียนเร็วที่สุดขณะที่คนอื่น ต้องใชเวลาเรียนกันถึงห้าหกปี

“ทางโน้นเขาบอกว่าเราเพี้ยน (หัวเราะ)”

ที่จบเร็ว แต่เขาก็บ่นนะคะว่าเราขี้เกียจ ทำไมจะไม่ขี้เกียจล่ะคะ เราเป็นคนไทยที่ฝังเข็มได้ไม่เจ็บ คนก็จะแห่มาหาเรา เราก็วิ่งหนีวันหนึ่งตั้งสามสิบกว่าคน เขาบอกด๊อกเตอร์ ยูเลซี่ นะ บอกฮื่อ (หัวเราะ)
อีกอย่างเราเราล้าด้วยค่ะ ทำงานหลายประเทศ แล้วเราเครียด เพราะไปถึงที่โน่นเขาใช้เราสองหน้าที่ด้วย คือ ต้องทำงานการเมืองในฐานะ สมาชิก MRA ด้วยต้องไปพูดให้สิงหลกับทมิฬดีกัน ซึ่งเราไม่อยากยุ่ง
บางทีมันเหนื่อยนะคะ กลางคืนสองทุ่มเราก็ต้องหายไปจากบ้านแล้ว ไปอยู่โน่น ตรงที่ทมิฬเขารบกันไปเดินด๊อก ๆ ที่สนามเพลาะ ไปพูดกับเขา


ความพยายามที่จะสร้างสันติภาพบนแผ่นดินศรีลังกาของ MRA ยังไม่สัมฤทธิ์ผล เพราะคนสองเผ่ายังจับอาวุธฆ่ากันเองจนทุกวันนี้ ใช้เวลาอยู่ที่ศรีลังกาไม่นานนัก คุณหมอก็กลับมาเมืองไทย

“หลังเรียนจบ แล้วก็กลับเมืองไทยทันที เพราะตอนนั้นเราต้องจัดการการประชุมสันติภาพในบ้านเรา หลังจากนั้นก็บินไปสวิส แล้วกลับมาเมืองไทยอีก”


พอกลับมาก็เริ่มช่วยคนเป็นอัมพาตแถวสำโรง คือ ฝังเข็มให้เลยทันทีแล้วคุมอาหารก็หาย ถ้าเป็นอัมพาตไม่เกิน 7 วัน นี่รักษาภายใน 3 วันหายเลย ต้องอย่าเกิน 7 วันนะคะ เมื่อรักษาคนเป็นอัมพาตหาย คุณหมอก็มีคนไข้มาให้รักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดก็ต้องเปิด “บ้านสุขภาพ” รักษากันเป็นเรื่องเป็นราว

“ที่มาอยู่บ้านนี้ก็คือเจ้าของบ้านเป็นนิ่วในถุงน้ำดี เป็นโรคหัวใจ เขาเป็นเจ้าของร้านทองอยู่สมุทรปราการ แล้วเขาทิ้งบ้านหลังนี้ไว้ไม่ได้ใช้”

ตอนนั้นหมอกำลังจะเดินทาง พอดีเพื่อนเขาเป็นมะเร็งโพรงจมูก หายใจไม่ได้ หมอก็รักษาจนเขาเริ่มดีขึ้น เขาก็บอกว่าหมอกลับเมืองนอกไม่ได้ ยังไงต้องอยู่หมอบอกก็ได้ เขาเลยมาต่อเตียงให้ ก็เริ่มทำมาเมื่อ 4 ปีที่แล้ว
ในแต่ละวันจะมีคนไข้มาไปให้คุณหมอฝังเข็มเพื่อการรักษาโรคเป็นจำนวนมาก แต่คุณหมอบอกว่า

"ฝังเข็มเป็นเรื่องรอง เรื่องหลัก คือ อาหาร "

คนไทยยังเข้าใจกันผิด หมออยากให้ทุกคนเข้าใจถูก เพราะเราเรียนทฤษฏีเยอะมาก ก่อนที่เราจะใช้เข็มมาจิ้มคนอย่างน้อย เราต้องเรียนทฤษฏี 5 ปี มี 18

ทฤษฏีที่เราใช้อยู่ตอนนี้ แล้ว เราต้องรู้จักพลังงานของคนก่อนที่เราจะไปฝังเข็ม ไม่ใช่ทุกคนบอกว่าฉันปวดหัว ไปฝังเข็ม ไม่ใช่ เราต้องเข้าใจ ฝังเข็มก่อนว่ามันคือ อะไร และ มันทำหน้าที่อะไร

ฝังเข็มไม่ได้บำบัด ตัวบำบัดคือ อาหาร อากาศ อารมณ์

ฝังเข็ม คือ ตัวกระตุ้นให้ร่างกายสื่อว่าเรามีความต่างในเรื่องความไม่สมดุล
หรือ ปริมาณที่เท่าไหร่ เราจะต้องอ่านตรงนั้นให้ได้ เพราะฉะนั้น "นักฝังเข็มไม่ได้หมายความว่ายูจิ้มเข็มเป็น ต้องเรียนรู้จักพลังงานในร่างกายของมนุษย์ให้ได้"

รู้ถึงพื้นฐานของแต่ละคนที่มาหาเราว่า พันธุกรรมของเขาเป็นอย่างไร เขาใช้ชีวิตยังไง
ใช้อารมณ์แบบไหน
เราต้องเปลี่ยนอารมณ์เขาไหม แล้ว อารมณ์แบบนี้เป็นที่มาเหตุของโรคหรือไม่


อารมณ์โกรธ นี่เป็นอันตรายที่สุดเลย มีผลต่อ ตับ ไต คนขี้โมโห จะมีโอกาสเป็นโรคตับ โรคไต 100 %

ถ้าอารมณ์ดีจนะช่วยได้เยอะเลย แล้วเราจะไม่ค่อยแก่ด้วย ตรงนี้สำคัญมาก เพราะยังไงเราก็ไม่อยากแก่ใช่ไหม (หัวเราะ) คืออายุช่างมัน หน้าตาเราต้องไม่ไปกับอายุ”

ไม่ใช่ทุกคนที่คุณหมอจะฝังเข็มให้
“เราจะให้เขาเลือกก่อน ถ้ายิ่งเป็นหนัก ๆ เราจะไม่ฝังเข็มเพราะคนอาการหนักฝังเข็มไม่ได้นะคะ เขาจะอ่อนแอลงไปเลย เราต้องให้เขาไปควบคุมอาหารก่อน พอพลังงานเขาใกล้เท่ากัน เราถึงจะเริ่มฝังเข็ม”
เมื่อคนไข้มา เราจะต้องให้ความรู้กับเขาก่อนว่าเป็นโรคอะไร แล้วก็ให้เขาเลือกว่าเขาเป็นอย่างนี้

ทางเลือกที่หนึ่งคือ รับประทานยา ถ้าทานยาเกิน 5 ปี ไตเขาจะเสื่อม โอกาสเป็นอัมพาตมี ถ้าใช้วิธีการควบคุมอาหารนานหน่อย เขามีโอกาสไม่เป็นอัมพาตแน่นอน แล้วตับก็ดีขึ้น
แต่ถ้าใช้กระบวนการอื่น ๆ เช่น ฝังเข็ม น้ำร้อน น้ำเย็น เขาก็จะเร็วขึ้น และก็คุมอาหาร

คนไข้ที่มา เราก็จะมีแบบสอบถามซึ่งเราทำวิจัยเองออกมา เราก็จะให้เขากรอก
แบบสอบถาม นี้จะเป็นหมวดที่บอกถึง ความเสื่อมของอวัยวะข้างใน โดยเฉพาะ ถุงน้ำดี ตับ ลำไส้ใหญ่ ม้าม โดยที่เราไม่ต้องมีห้องแล๊บ

แต่มันไม่ใช่แค่แบบสอบถาม มันเป็นตัวยืนยันว่าสิ่งที่เรารู้จากการดูภายนอกคือ
ผิวพรรณ เส้นผม ดวงตา ซึ่งเราสามารถบอกได้ว่าคนไหนถุงน้ำดีไม่ดี หรือตับไม่ดี ฯลฯ
เราจะรู้ค่ะ แบบสอบถามจะแค่ยืนยันว่าสิ่งที่เรารู้ตรงไหม
ถิ่นกำเนิด และเชื้อชาติก็สำคัญสำหรับการวิเคราะห์โรคด้วยเช่นกัน

“การทำงานด้านสุขภาพเราจะต้องรู้ถิ่นของการเกิด อย่างคนที่เกิดในเอเซีย เอเชีย อยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร จะจางกว่า พวกนี้ปอดจะโตกว่าคนธรรมดา เพราะจะต้องดูดรับออกซิเจน ให้มากกว่าคนที่อยู่ในบริเวณที่หนาแน่น”

คนที่เกิดที่โน่นแล้วมาอยู่เมืองไทยจะเป็นภูมิแพ้ หืดหอบ แต่คนที่เกิดที่นี่แล้วไปอยู่ที่โน่นจะสบายเพราะอัตราการบีบตัวของปอดเพื่อดูดรับออกซิเจนจะดีกว่าเขา

เพราะฉะนั้นคนเอเซีย ที่เป็นลูกครึ่งที่เกิดที่โน่นจะสวยด้วย ผิวก็ดีด้วย เพราะปอดเราแข็งแรงกว่า
นี่คือกำเนิด กำเนิดในพื้นโลกไม่เท่ากัน สองเราต้องดูเชื้อชาติ ที่เป็นตัวบอกถึงเส้นผม ผิวหนัง ยีนส์ ถ้าเป็นเป็น ครอสยีนต์ บางคนจะมีปัญหาพันธุกรรมที่มันอ่อนแอ เช่น คนที่เกิดในอินเดียจะอ่อนแอที่ตับ เขาจะอ้วนข้างล่าง ฉะนั้นเวลาที่เขามาหาเราเพื่อจะบำบัด เราจะต้องให้เขางดอาหารที่เขาคุ้นเคย แต่เพิ่มเครื่องเทศให้เขา เขาก็จะลดลง

อย่างที่คุณหมอบอกว่า ฝังเข็มเป็นเรื่องรอง เรื่องหลัก ที่คุณหมอใช้ในการบำบัดรักษาคนไข้คือ อาหาร อากาศ และอารมณ์

มาดูเรื่องอาหารกันก่อน

“อาหารที่เราจัด ต้องให้ครบ 5 หมู่ แต่ไม่ใช่ 5 หมู่ที่ประกอบไปด้วยคาร์โบไฮเดรต ไขมัน โปรตีน ฯลฯ ไม่ใช่นะค่ะ เป็นห้าหมู่คือ
ระบบดูดซึมดี
ระบบทางเดินหายใจดี
ระบบการหมุนเวียนโลหิตดี
ระบบภูมิคุ้มกันดี
ระบบฮอร์โมนดี

เราต้องคิดห้าหมู่นี้
เช่น
ทางเดินหายใจจะเป็นพวกผักสีเขียวที่มีคลอโรฟิลเยอะ การหมุนเวียนโลหิตก็จะเป็นประเภทที่มี วิตามินซีสูง หรือ ธาตุเหล็กสูง

การดูดซึม ก็พวกกะเพรา โหระพา ตะไคร้ ใบมะกรูด
ระบบต่อมไร้ท่อ ก็จะเป็นพวกเม็ดบัว ลูกเดือย มันเทศจีน พวกนี้เป็นพวกที่ร่างกายดูดซึมได้ดี และไม่เหลือสารอาหารที่เป็นกากเยอะ แป้งจะเปลี่ยนรูปไปเป็นไขมัน แต่ไขมันที่เปลี่ยนรูปไปเป็นพลังงานเร็ซ ไม่ใช่ข้าว หรือแป้งหมัก

อีกอัน คือ เรื่องของ

ระบบภูมิคุ้มกัน เป็นผักสีเขียว เช่น กวางตุ้ง ผักกาดหอม มะเขือเทศ

นั่นคือ 5 ระบบของเรา
และจะต้องงดอาหารแปรรูปเด็ดขาด เช่น อาหารกระป๋อง อาหารหมักดอง อาหารที่เกี่ยวข้องกับคาเฟอีน น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลที่ใช้ควรเป็นน้ำผึ้ง

เพราะว่าต่างประเทศถือว่า "น้ำตาลเป็นคาร์บอน" เมื่อเรากินคาร์บอนเข้าไปเยอะ ๆ มันจะเกิดออกซิเดชั่นมาก จะเปลี่ยนรูปเป็นคาร์บอนมอนอกไซค์ในเลือดเยอะ ฉะนั้น ถ้าเลี่ยงการได้คาร์บอน มันก็ลดการเกิดเนื้อเยื่อที่เป็นมะเร็งลงไป

เมื่อห้าหมู่ครบแล้ว ปัจจัยอื่นคือ อารมณ์ อากาศ

อารมณ์ ถึงแม้เราจะได้อาหารห้าหมู่ครบ
แต่เราลด โลภะ โทสะ โมหะไม่ได้ ทั้งฝังเข็มทั้งอาหารไม่ช่วยเลย
ฉะนั้นเราต้องเปลี่ยนอารมณ์อีก

เราก็ต้องเข้าไปเกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในบ้านเขาว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะต้องคุยกัน ถ้ารู้ว่าตรงนี้เกี่ยวข้อง
อย่างนี้ ๆ เราแยกเลย

บางคนเราต้องจับแยกมาไว้กับเรา เราจะต้องจำกัดเวลาทำงานให้เขา เช่นให้ทำงานวันละหนึ่งชั่วโมง ถ้าเราหวังผลหายเลยนะคะ เราต้องกำหนดเวลาทำงานให้ ห้ามติดต่อสื่อสารตั้งแต่เวลานี้ถึง นี้ ๆ เป็นต้นไป บุคคลที่จะมาเกี่ยวข้องกับเขา เราขอตรวจสอบก่อน นั่นคือ วิธีการบำบัดของเรา

เพราะฉะนั้นเราจะทำงานได้ค่อนข้างน้อย แต่ทุกคนจะได้ผลเต็มที่”
เต็มที่เท่าไหร่นั้น คุณหมอตอบว่า 99.99%

เพราะถ้าดูแล้วไม่ได้ผล เราจะบอกเลยว่ารักษาไม่ได้นะคะ เช่นคนที่เป็นอัมพาตเกิน 5 ปี เบาหวานมากกว่า 10 ปี แล้วมีอัมพาตด้วย มะเร็งขั้นสุดท้าย สมองฝ่อที่ถูกทำลายเฉียบพลัน พวกนี้รักษาให้ไม่ได้

แต่หมอมีคนไข้คนหนึ่งที่เป็นเจ้าของห้างสรรพสินค้าใหญ่ที่ฉะเชิงเทรา เขาป่วยมากมา 7 ปี ด้วยโรคปวดหลัง สมองฝ่อ พูดไม่ชัด หลังการฟื้นฟูสุขภาพอยู่ 7 เดือน เวลานี้เขาสามารถเดินได้เอง ไม่ต้องนั่งรถเข็น พูดชัดขึ้น ความจำดีขึ้น”

จบตอนที่ 1 ดร.รสสุคนธ์ แพทย์ทางเลือก
Webmaster Talk
เนื่องจากเบอร์ 084-0961630 ของคุณแอนได้ยกเลิกการใช้ชั่วคราวเนื่องจากประสบปัญหาโทรศัพท์หาย ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ดังนั้นทาง siamhealthy ขอแจ้งเบอร์โทรติดต่อใหม่ดังนี้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชมรมบ้านสุขภาพ
086-8460064 คุณแอน

ติดต่อปรึกษาปัญหาสุขภาพ และประสานงานกับชมรมบ้านสุขภาพ
081-4109921 คุณปุญโญ

กรุณาส่งรายละเอียดและเบอร์โทรกลับทาง
แฟกซ์ 038-941144 หรือ E-mail : nawee1976@hotmail.com
แนวคิดในการดำเนินการของผู้จัดทำ
อ่านบันทึกวิธีการบำบัดของชมรมบ้านสุขภาพ โดย webmaster ได้ที่ http://spaces.msn.com/nawee1976/
 


Google

www
www.siamhealthy.net





คุณสมบัติของน้ำผัก
ดื่มน้ำผักช่วยอะไร
ส่วนประกอบของน้ำผัก
วิธีการทำน้ำผักปั่นอย่างง่ายๆ

การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร

หน่วยงานร่วมสนับสนุนข้อมูลวิชาการ
นิตยสารแพทย์ทางเลือก
ชมรมบ้านสุขภาพ สถาบันภูมิปัญญาสากล
ชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย
มูลนิธิรณรงค์ช่วยให้เลิกบุหรี่และสารเสพติด โรงเรียนเกษตรอินทรีย์เขาค้อตามโครงการในพระราชดำริฯ
กลุ่มเกษตรกรบ้านฉาง
กลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน
อุดมชัยฟาร์ม จ.สระบุรี

คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านวิชาการ
ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์
ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต
คุณนันทศักดิ์ จอมทอง
คุณนิพัธ ดิถีเพ็ญ
คุณบินไกล มานะสุข
คุณสุริยา โทณะวณิกช์

ผู้จัดทำ
webmaster : นาวี มีบรรจง
สมาชิกและการตลาด : คุณแอน


eXTReMe Tracker

SiamhealthyDotNetCompanyProfile. All Rights Reserved.2003
For comments to :Webmaster@siamhealthy.net, nawee1976@hotmail.com
Tel : 086-8460064 คุณแอน 086-9896964, 081-4109921คุณปุญโญ