รู้จักคณะผู้จัดทำ

แพทย์ทางเลือก : ทางเลือกเพื่อทางรอด ตอน 2
จากนิตยสารดิฉัน ฉบับเดือน พฤษภาคม 2540

ปัจจัยสุดท้ายคืออากาศ “อากาศต้องบริสุทธิ์ ปลอดสารพิษ มีปริมาณโอโซนในชั้นบรรยากาศที่ทำให้ปลอดเชื้อโรค”

นอกจากการบำบัดด้วยอาหาร อารมณ์ อากาศ ตามวิถีของคุณหมอแล้ว ผู้ไปรับการบำบัดจะต้องปรับวิถีการใช้ชีวิตใหม่ด้วย โดยใช้ชีวิตให้เป็นไปตามการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกายในรอบ 24 ชั่วโมง
ตำรานี้ เป็นตำราการดูแลสุขภาพเก่าแก่ของชาวจีนที่มีมานานกว่า 5,000 ปี ที่ได้ถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลังมารุ่นแล้วรุ่นเล่า
คุณหมอหยิบชาร์ทอันใหญ่แสดงการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกายในช่วงเวลาต่างๆ ออกมาประกอบคำอธิบาย
คุณหมอชี้ไปที่พลังงานรวมก่อนเป็นช่องแรก
“ทฤษฎีของคนจีนบอกว่าพลังงานของร่างกายเราจะสร้างในช่วงสามทุ่มถึงห้าทุ่มเท่านั้น ฉะนั้นเราจะต้องพักผ่อนโดยการเข้านอนเวลาสามทุ่ม
…ถ้าหากไม่เข้านอนช่วงเวลาดังกล่าว ร่างกายจะมีพลังงานเพื่อช่วยเหลือกระบวนการให้ร่างกายทำการสะสมพลังงานได้ไม่เต็มที่ ผลคือจะทำให้ร่างกายมีพลังงานสะสมไม่เพียงพอในการฟื้นฟูอวัยวะต่างๆ ให้สะอาดแข็งแรงสำรับวันต่อไป

…พลังงานที่สร้างขึ้นในช่วงสองชั่วโมงนี้ ร่างกายจะนำไปล้างถุงน้ำดี ทำให้ถุงน้ำดีแข็งแรงในการย่อยไขมันที่จะไปเปลี่ยนรูปเป็นฮอร์โมน เปลี่ยนรูปเป็นกล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ไขสมอง น้ำหล่อเลี้ยงในร่างกายทั้งหมด และเขาจะย่อยไขมันสิบเอ็ดนาฬิกาถึงตีหนึ่งเท่านั้น

…ถ้าเราไม่พักผ่อนในช่วงนี้ ไขมันพวกนี้จะตกตะกอนอยู่ตามตัวเรา เช่นเป็นถุงไขมันใต้ตา มีพุง สมองเลอะเลือนง่าย ปวดไหล่ และตรงลำไส้จะปวดท้องง่าย ท้องเสีย หรือท้องผูกง่าย

…ในช่วงตีหนึ่งถึงตีสาม พลังงานนี้จะไปจัดการกับตับ หน้าที่ของตับคือ สะสมอาหารสำรองให้กับร่างกาย และกำจัดของเสียของร่างกาย ตลอดจนผลิตน้ำดีและส่งไปเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี

…ถ้าในช่วงนี้เรายังไม่หลับนอน ยังทำงานอยู่ ร่างกายจะสูญเสียพลังงานส่วนที่สะสมไว้ไป ตับจะอ่อนแอ การสะสมพลังงานสำรองลดลง การผลิตน้ำดีลดลง และจะส่งผลกระทบการทำงานของตับอ่อน ขณะเดียวกันก็ส่งผลให้การผลิตฮอร์โมนอินซูลิน ลดลงด้วย ผลที่ตามมาก็คือโรคภัยไข้เจ็บค่ะ
“คนที่ไม่พักผ่อนในช่วงนี้จะทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับความดันโลหิตแปรปรวน โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยส์ รูมาติซั่ม อาการภูมิบกพร่องต่างๆ เบาหวาน หัวใจ กระดูกเสื่อม แต่ถ้าพักผ่อนระหว่างตีหนึ่งถึงตีสาม จะหลีกเลี่ยงความเสี่ยงในการเกิดโรคดังกล่าวได้”

จากตับ พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ปอดในช่วงเวลาตีสามถึงตีห้า
“ตีสามถึงตีห้าคือปอด ถ้าปอดแข็งแรง คุณจะหลับสนิทในช่วงนี้ ถ้าคุณเป็นโรคปอดหรือสูบบุหรี่ จะรู้สึกไม่สบายตัว เราจะถูกปลุกให้ตื่นในช่วงนี้ จะไอ และหายใจขัด

…ตีห้าถึงหกโมงเช้าคือ ลำไส้ใหญ่ คือช่วงที่เราจะต้องถ่ายอุจจาระ ถ้าไม่ถ่ายหลังจากนี้เป็นต้นไปเราจะกินอุจจาระของตัวเอง (แหวะ) มันจะดูดซึมเข้าสู่ระบบเลือด เพราะของเสียจะต้องเอาทิ้งให้หมดก่อนเจ็ดโมงเช้า ไม่งั้นร่างกายจะพาของเสียไปหล่อเลี้ยงร่างกายเราอยู่ดี
…นั่นคือสาเหตุที่ทำให้เกิดริ้วรอยบนใบหน้า เกิดไขมันที่เสียๆ

…การขับถ่ายถ้าเป็นไปได้ต้องฝึก พอคนไข้มาที่นี่เราจะต้องฝึกเขา เราจะถามเขาว่าถ่ายหรือยังคะ ตีห้านะคะ ตีห้าครึ่ง ต้องก่อนเจ็ดโมงเช้า ถ้าเขาทำได้ตรงนี้ เราจะรู้เทรนต์ในการพัฒนาร่างกายว่าเขาจะดีหรือหายเมื่อไหร่ พอเขาถึงจุดนี้เขาจะเริ่มเป็นปกติ ถ้าเขายังไม่เข้าสู่เวลานี้ เราก็รู้ว่าร่างกายเขายังไม่ปกติ

…พอเจ็ดโมงถึงเก้าโมงเช้าต้องรับประทานอาหารเช้านะคะ เพราะกระเพาะอาหารเราจะย่อยได้สูงสุดช่วงเวลานี้เท่านั้น ช่วงอื่นๆ เขาจะทำได้น้อยกว่า

…แล้วช่วงนี้กระเพาะอาหารของเราต้องการอาหารและหลั่งน้ำย่อยมากที่สุด ฉะนั้นพวกที่ไม่กินอาหารเช้า
โรคกระเพาะจะถามหา ที่สำคัญจะเกิดโรคหัวใจด้วย เพราะมันไม่ได้สารอาหารสำหรับทุกอวัยวะเพื่อกลับไปสร้างพลังงานรวม
…เก้าโมงถึงสิบเอ็ดโมงม้ามจะเริ่มเก็บพลังงานสำรอง เก็บสารอาหาร เก็บทุกอย่างที่กระเพาะอาหารย่อยเต็มที่ แต่ถ้าเราไม่กินเราจะต้องดึงพลังงานสำรองออกมาใช้
…ในขณะที่ดึงพลังงานสำรองออกมาใช้ พลังงานรวมเราจะหายไป เราจะอ่อนเพลีย จะเริ่มไม่มีแรง
…พอสิบเอ็ดโมงถึงบ่ายโมง หัวใจเราจะแย่นะคะถ้าไม่มีสารอาหาร ฉะนั้นคนที่เป็นหัวใจวายมักจะเกิดก่อนเที่ยง หรือหลังจากรับประทานอาหารเที่ยง ฉะนั้นเราต้องระวังค่ะ คนที่ไม่ทานอาหารเช้าเป็นประจำจะฮาร์ดแอทแท็คง่าย
…ช่วงบ่ายโมงถึงสามโมงเย็น ถ้าสมมุติเราไม่กินอาหารเช้า อาหารที่มารอย่อยในลำไส้เล็กก็ไม่มี เราก็ย่อยลำไส้เล็กล่ะ ลำไส้เล็กก็เริ่มอ่อนแอ เพราะลำไส้เล็กจะต้องเปลี่ยนรูป ทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ ทุกอย่างตรงนั้นเปลี่ยนพลังงานทั้งหมด
…เมื่อลำไส้เล็กเปลี่ยนเป็นรูปมากที่สุดเราก็เริ่มมีของเสีย ช่วงบ่ายสามถึงห้าโมงเย็นกระเพาะปัสสาวะจะทำงานมากที่สุด
…พอห้าโมงเย็นถึงหนึ่งทุ่มจะมาที่ไต ช่วงนี้เราไม่ควรออกกำลังกายนะคะ เพราะไตทำงานหนักอยู่แล้ว เราควรออกกำลังกายช่วงตีห้าถึงเจ็ดโมงเพื่อให้ลำไส้ขยับตัว และเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนของเสียให้กับเขา
…ถ้าออกกำลังกายช่วงเย็นจะทำให้ไตวายง่าย เวียนหัวง่าย ตาพร่าง่าย ปวดศรีษะง่าย
…หลังจากช่วงเวลานี้แล้วร่างกายจะเตรียมตัวพักผ่อนและสะสมพลังงานรวมอีกครั้ง”

ฟังจากที่คุรหมออธิบายแล้วทุกคนพากันส่ายหน้าว่าคงทำไม่ได้ เพราะขัดกับวิถีชีวิตของคนเมืองมาก ก็สามทุ่มแล้วบางทีรถยังติดหนึบอยู่บนถนนเลย
“ถึงทำให้เราป่วยแบบเร็วไงคะ อัตราเร่งของความเจ็บป่วยตอนนี้มีมากขึ้น วิธีแก้คือเราต้องเผยแพร่เรื่องนี้ให้มากที่สุด คือดื่มน้ำผักกับให้ใช้วิถีชีวิตให้ได้ตามนี้”
‘น้ำผัก’ ที่ยกมาเป็นน้ำใสออกสีเขียวหม่น เพราะเป็นน้ำผักปั่น ซึ่งเมื่อแรกทุกคนก็ทำหน้าปูเลี่ยนๆ ไม่อยากชิมเพราะกลัวเหม็นเขียว แต่เมื่อลองจิบดูก็พบว่ามีรสชาติดีทีเดียว
คุณหมอบอกสูตรให้ฟังว่า “สูตรนี้หมอใช้ผักกาดหอม 2 ใบ ขึ้นฉ่าย 2 ก้าน มะเขือเทศ 1 ลูก หอมใหญ่ ? ลูก น้ำ 2 แก้ว น้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะ และมะนาว 1 ลูก เอาใส่เครื่องปั่นรวมกัน”
ทำไมต้องเป็นพืชผักเหล่านี้ คุณหมออธิบายว่า
“อันนี้หมอทำวิจัยเองนะคะ มะเขือเทศจะทำให้เม็ดเลือดแข็งแรง ผักกาดหอมปอดแข็งแรง ขึ้นฉ่ายการหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง น้ำผึ้งให้พลังงานรวม หอมใหญ่ให้หัวใจแข็งแรง ถ้าสิ่งเหล่านี้แข็งแรง ร่างกายเราก็ทำหน้าที่ได้ดีที่สุด
…ถ้าเรากินสารอาหารที่ช่วยให้อวัยวะเหล่านี้แข็งแรง โอกาสที่เราจะมีไขมันตกค้างก็ลดลง หน้าเราก็ใสขึ้นมันจะไปช่วยล้างและฟื้นฟู เพราะร่างกายจะได้รับสารอาหารที่ดูดซึมได้ทันทีเลย ไม่ต้องผ่านการย่อย
…ถ้ากินผักสองเดือน ไขมันที่พุงจะหายไปเลย แต่ต้องปั่นเองนะคะอย่าไปกินของกระป๋อง เพราะจะมีสารกันบูดและโลหะที่เราเปิดกระป๋อง”
นอกจากน้ำผักปั่น คุณหมอยังมีสูตรการทำซุปผักอีกหลายชนิดที่คุณหมอคัดแล้วว่าจะให้ประโยชน์แก่ร่างกาย
“ซุป เราใช้ผัก ข้าวกล้อง เต้าหู้ …วิธีทำก็คือ ต้มน้ำให้เดือด เอาผักลงไปลวก แล้วเอาขึ้นมาปั่น ใส่ซีอิ๊วขาว ลงต้มใหม่ นั่นคือซุป
ถ้าอาหารเช้าทานได้อย่างนี้ทุกวัน ผิวสวยมาก คนที่เป็นเก๊าท์ คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เบาหวาน หัวใจ ความดัน ไตวาย จะลอลงทันที
…แต่ไตนี่ไม่รวมคนไปล้างไตแล้วนะคะ คนที่ไปล้างไตแล้วจะเข้าระบบนี้ไม่ได้ เพราะเซลล์ถูกทำลายไปแล้ว เพราะของเราจะต้องมีทุกอย่างครบแล้ว เราไปฟื้นเขาขึ้นมา แล้วคนที่ล้างไตเขาห้ามกินผัก ผลไม้ ผลไม้ จะสวนกระแสกับเรา”
คุณหมอจะส่งเสริมให้กินพืช ผัก ผลไม้ และปลาเป็นหลัก แต่ก็มีอาหารและพืชผักหลายชนิดที่คุณหมอห้ามไม่ให้กินด้วย
“ห้ามกินพวกน้ำอัดลม เครื่องดื่มชูกำลัง ชา กาแฟ กะทิ ทอฟฟี่ เนย ไอศกรีม ชีส คุกกี้ ขนมเค้ก เนื้อหมู เนื้อวัว เป็ด ไก่ กุ้ง หอย ปลาหมึก เครื่องในทุกชนิด
…ห้ามน้ำตาลทรายขาว อาหารกระป๋อง อาหารขัดผิว สะตอ ลูกเหนียง กระถิน ชะอม คะน้า แตงกวา ขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว ทุเรียน มะม่วง ละมุด ลำไย”
ต้องมีเหตุผลกันบ้างล่ะค่ะที่ห้ามกินพืชผักเหล่านั้น
“มะม่วงมีกำมะถันสูง ละมุดมีแคลเซียมคาร์บอเนตมากเกินไป มันจะตกตะกอนที่ไต ลำไยมีน้ำตาลอิ่มตัวเข้มข้นกินแล้วร้อนใน
…คะน้ากับแตงกวาจะมียูริคสูง เมื่อยูริคสูงจะมีผลทำให้เลือดเราเป็นกรด
…ส่วนกระถิน ชะอม ลูกเนียง สะตอ มีไซยานิคสูง จะสังเกตว่าเวลากินแล้วมันฉุนๆ เวลาปัสสาวะออกมาจะมีกลิ่นฉุน นั่นเป็นสารไซยาไนด์ที่เราใช้ฆ่าแมลง ถ้าเรากินเยอะ ตับเราก็เสื่อม เพราะมันเป็นกรด คนใต้จะเป็นกลุ่มคนที่ไตวายเยอะ และตับเสียเยอะ
…อาหารที่ห้ามพวกนี้ทฤษฎีไม่ได้บอกเจาะจงหรอกค่ะ เราต้องอาศัยตัวทฤษฎีมาดูว่าอะไรที่อยู่ในข่ายนี้ เราต้องเลือกมันออกมาให้เป็นข้อห้ามให้หมด”
แล้วอาหารแบบไหนที่เราควรรับประทาน
“อาหารที่ควรกินคือผักบางชนิด เต้าหู้ ปลา ไข่ขาว พยายามกินเยอะๆ เพราะไม่มีคอเลสเตอรอล พวกปลาหมึก ไข่แดง ไข่นกกระทาห้าม เพราะจะมีคอเลสเตอรอลสูง
…ที่สำคัญคือต้องมีผักทุกมื้อ ยิ่งเราใช้ชีวิตอยู่ในรถยนต์ อยู่ในห้องแอร์ต้องกินผักสลัดทุกมื้อเพราะเราจะได้คลอโรฟิล ซึ่งจะทำให้แบกออกซิเจนได้มากกว่าเดิม.. พอเราได้ออกซี่ฮีโมโกลบินเยอะ การกำจัดไขมันหลงเหลือต่างๆ เปลี่ยนรูปเป็นพลังงานเราจะได้เยอะขึ้น ฉะนั้นคนเมืองตื่นเช้ามาถ้าเราไม่กินสลัด ก็คือเอาผักมาปั่นแล้วดื่มไปเลย เร็วที่สุด”
การรับประทานพืชผักแบบนี้ฟังดูคล้ายวิธีรับประทานอาหารแบบแมคโครไบโอติค
“เหมือนกันค่ะ แต่อันนั้นยังไม่เจาะจงเฉพาะโรค แต่ของหมอจะให้เฉพาะโรค
…เช่น ถ้าคนไข้เป็นเบาหวาน หมอจะไม่ให้เขากิสับปะรด กล้วย เพราะสับปะรดเวลาปลูกเขาจะใช้สารเร่ง ไม่งั้นมันจะโตไม่พร้อมกัน แล้วสารนี้มีผลต่อตับอ่อน เราต้องรู้เคมีพวกนี้
…อย่างขนมจีน ก๋วยเตี๋ยว อาหารเจที่เป็นแป้งข้าวสาลี เราจะห้าม เพราะข้าวสาลีเราไม่ได้ปลูกเอง เราต้องซื้อมา เวลาขนส่งมานี่เขาจะต้องใช้ยากันแมลงมาในเรือ ไม่งั้นหนูกินหมด และมียากันรา ซึ่งมีสารแคดเมียมเป็นส่วนประกอบ มีผลต่อไตโดยตรงแล้วเขาเอาแป้งสาลีนี้มาทำหมี่กลึง แป้งกลึงหมอจะไม่ให้ทาน
…ส่วนขนมจีนกับเส้นก๋วยเตี๋ยวนี้เขาใช้สารกันบูด จะสังเกตว่าเดี๋ยวนี้ขนมจีนไม่บูด เมื่อก่อนบูดง่าย สองคือฟอกสีลงไปในแป้งนี้ด้วย ..อีกอย่างคือ แป้งที่นวดหรือทับเวลาเรากินเข้าไปจะตกตะกอนในลำไส้ใหญ่ ฉะนั้นโอกาสที่ลำไส้ใหญ่จะเป็นแผลมีเยอะ หรือคนที่เป็นอยู่แล้วจะระคายเคืองมากขึ้น หมอจะให้เว้นไปเลย ให้ทานวุ้นเส้นแทน”
โรคแต่ละโรคต้องการอาหารไปฟื้นฟูร่างกายไม่เหมือนกัน
“เราต้องเรียนรู้การเติมสารอาหารให้ตรงกับที่เขาต้องการ เช่นคนที่เป็นเบาหวาน เราก็ต้องให้สารอาหารที่ไปฟื้นฟูตับอ่อน ถ้าคนเป็นคอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอไรด์ เราก็ต้องไปฟื้นฟูไต”


มีโรคมากมายที่สามารถรักษาได้ด้วยธรรมชาติบำบัด
“ก็มีโรคปวดศรีษะ ทางเดินหายใจ หลอดลมอักเสบ หืดหอบ โรคผิวหนัง มีกรดผิดปกติ เช่น ยูริคสูง โรคเก๊าท์ และอาการผิดปกติในช่องท้องทุกอย่าง
…โรคบิด ลำไส้ใหญ่บวม ตับอักเสบ ประจำเดือนผิดปกติ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ เบาหวาน นอนไม่หลับ โรคประสาทพิการ เช่นอาการกระตุก ข้ออักเสบ นิ่ว หัวใจ ปวดหลัง ไส้เลื่อน ไต เบาจืด ฯลฯ”


โรคอย่างหนึ่งที่สามารถรักษาให้หายได้ หากมาหาคุณหมอทันทีเริ่มแรกคือ โรคหมอนรองกระดูกเคลื่อน
“หมอนรองกระดูกเคลื่อนคือก้มไปแล้วปวด เงยตัวไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันหมอจะทำกายภาพให้มากกว่าผ่าตัด เพราะผลที่ผ่านๆ มาเขารู้แล้วว่าผ่าตัดมันไม่ได้ช่วย
…วิธีแก้ก็คือกินน้ำผักไปก่อนเพื่อให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น ร่างกายจะจูนแล้วจัดกระดูกเข้าที่เอง

เพราะในร่างกายคนเรามีเส้นเลือดยาวนะคะ ถ้าเอามาต่อกันจะยาวประมาณเก้าหมื่นกิโลฯ ถ้าเลือดของเราสะอาด มีความดันเลือดถูกต้อง มันก็จะจัดทุกอย่างเข้าที่เอง การฝังเข็มจะจัดการกับกล้ามเนื้อที่เครียดให้มันคลาย ตัวที่ไม่เครียดมันก็ดึงของเข้าที่เอง …ฉะนั้นหมอนรองกระดูกเคลื่อนอย่าผ่าตัด ถ้าเป็นวันนั้นแล้วมาหาหมอวันนั้น ก็หายวันนั้น ถ้าเป็นเดี๋ยวนั้นมาหาก็หายเดี๋ยวนั้น มาฝังเข็ม
…อย่างอาการชา หรือปากเบี้ยวเฉียบพลันรีบมาเดี๋ยวนั้น หายได้มีคนไข้คนหนึ่งเขามีสัญญาณว่าจะเป็นอัมพาต คือปวดต้นคอ ปวดหัวข้างเดียวแล้วนอนไม่ได้มาสองคืน รีบหาหมอทันที หาย อย่าปล่อยนานถึงห้าหกคืน
…สัญญาณอัมพาตอีกอย่างคือปวดสะโพก ปวดน่อง อย่าให้เป็นต้องแก้ทันทีที่เราเห็นอาการ ไม่ใช่ว่ามันเพิ่งเป็นนะคะ มันมีสิ่งผิดปกติถึงขั้นที่ร่างกายบอกว่าไม่ทำงานแล้ว ทันทีที่มีอาการขอให้ยกหูโทรศัพท์สักนิดหนึ่ง เพราะน้ำผึ้ง กระเทียม พริกไทย มะนาว นี่เยี่ยมที่สุด เป็นยาแก้อักเสบที่เรายอมรับในกลุ่มเภสัชแล้ว เป็นแอนตี้ไบโอติกด้วย
“คนที่กรี๊ดบ่อยๆ นี่กระเพะปัสสาวะพังนะคะ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะเตรียมรอเลย
…เวลาที่เราเป็นอย่างนี้ ต่อมหมวกไตจะหลั่งอะดรีนาลิน พอหลั่งเยอะเลือดเราจะร้อน พอร้อน เยื่อหุ้มเซลล์จะฉีกขาดเพราะความร้อนของโลหิตที่หมุนเวียนไปซัพพลายอาหารให้ แล้วมันก็ต้องดึงเซลล์ที่ฉีกขาดกลับมาขับทิ้งในระบบกระเพาะปัสสาวะมันก็อยู่ที่กระเพาะปัสสาวะ
…เวลาเราทำงาน อะดรีนาลินจะหลั่งเยอะ ต้องดื่มน้ำเยอะๆ แล้วรีบไปปัสสาวะซะ เพื่อไม่ให้ความร้อนมันอยู่ในตัวเรา ถ้าความร้อนอยู่เราจะยิ่งแย่ ไตพัง ตาพร่า ท่อน้ำตาจะตีบ เราจะเริ่มเป็นต้อเนื้อ ต้อกระจก ต้อลม มันถึงตาเราเลย


…ตามทฤษฎีฝังเข็ม ประสาทของกระเพาะปัสสาวะที่หนึ่งจะอยู่ระหว่างหัวคิ้ว ฉะนั้น ถ้าเราอั้นฉี่คือตาบอด คนจีนจะสอนลูกหลานเลยว่าห้ามอั้นฉี่ เดี๋ยวตาบอด”


คุณหมอเคยมีประสบการณ์ในการรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งเช่นกัน
“การรักษาคนไข้ที่เป็นมะเร็งเราต้องรู้ที่มาของเซลล์มะเร็งก่อน เช่น ไปเอ็กซเรย์มาเรียบร้อยแล้ว หมอบอกว่าคุณเป็นเนื้องอกนะจะต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ ก่อนตัดชิ้นเนื้อเราจะจับชีพจรดู ถ้าก้อนเนื้อนั้นไม่อยู่ในขั้นอักเสบนี่ รักษาหายแน่นอน…หรือบางคนถ้าเราตรวจแล้วพบว่าตอนนี้ยังไม่เป็น แต่มีโอกาสเป็นมะเร็ง หมอจะบอกว่าต่อไปนี้อย่าทำแบบนี้นะเพราะคุณมีโอกาสเป็นมะเร็ง คือยังไม่เป็นเนื้องอก ไม่มีอะไรเลย แต่มีโอกาส หมอจะบอกทันที
…เพราะเราจะอยู่ในมลภาวะ อยู่กับแอร์ และความเครียดตลอดเวลา ฉะนั้นเราจะเป็นตัวสร้างแลคติค แอซิดในเลือดอยู่แล้ว เราไม่ได้เรียนรู้การกำจัดทิ้ง ฉะนั้นโอกาสที่จะเกิดเนื้องอกมีแน่นอน
…การกำจัดทิ้งคือนอนสามทุ่มให้ได้ทุกวัน กินผักสลัดก่อนแป้งและโปรตีนทุกมื้อ ไม่ดื่มเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เลี่ยงได้แน่นอน ยกเว้นเราทำงานอยู่กับสารเคมี พวกนี้เราไม่รับรอง
…เช่นพวกที่ทำงานอยู่กับแบตเตอรี่ โรงงานฟอกหนัง โรงงานย้อมผ้า สี โรงพิมพ์ เหล็ก อะลูมิเนียม พลาสติก พวกนี้มีความเสี่ยงสูง”
ถ้าเราต้องใช้ชีวิตประจำวันอยู่ในสังคมที่เป็นเช่นนี้ เห็นทีจะเปลี่ยนวิถีชีวิตลำบาก แต่คุณหมอก็พยายามที่จะหาวิธีให้ได้
“หมอพิมพ์เอกสารขึ้นมาเพื่อให้ตรวจสุขภาพเอง แล้วส่งมาให้เรา หมอจะเขียนตอบกลับไปว่าขณะนี้คุณมีอาการเบื้องต้นอย่างนี้ๆ คุณต้องปฏิบัติตัวยังไง ต้องรีบพักแล้วนะคะ เราจะรีบบอกเขา
…ขณะนี้เรามีสมาชิก 2 กลุ่มคือ กลุ่มป้องกัน อีกกลุ่มหนึ่งบำบัด ก็คือคนในบ้านเขา การรักษาเราจะทำพร้อมกันทั้งครอบครัว ฉะนั้นส่วนใหญ่คนที่มาที่นี่ท 5 ครอบครัวก็เต็มแล้ว มีบ้านหนึ่งที่มาสูงสุดก็คือ 32 คน
…ยอกของเราที่นี่ สี่ปีผ่านไป เราทำงานครึ่งวัน รักษาไป 1,500 กว่าคน ไม่รวมต่างจังหวัดนะคะ และไม่รวมคนในครอบครัว พวกนี้เราไม่ลงทะเบียน เราจะแยกต่างหาก”
การรักษาของคุณหมอเป็นการบำบัดด้วยสารธรรมชาติล้วนๆ โดยไม่ใช้ยา หรือสารเคมีใดๆ เลย ทำให้สงสัยว่าค้านกับหลักการแพทย์หรือไม่
“ไม่ค้านค่ะไปทางทิศเดียวกันเวลาหมอไปบรรยาย พวกคุณหมอจะประทับใจ เพราะเป็นธรรมชาติที่แท้จริง
…เพราะหมอต้องบอกให้พักผ่อน คุณอย่านอนดึกนะ คุณต้องกินอาหารให้ถูกสุขลักษณะนะ ทำอารมณ์ให้ดีเพื่อเลี่ยงการจะไปเป็นภาระให้หมอ คือศาสตร์ของเราเป็นการป้องกันไม่ให้คนป่วยมาก ไม่งั้นล้นโรงพยาบาล
…หมอจะไปบรรยายบ่อย แล้วตอนนี้หมอสอนที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้วย สอนวิชาคอนซูมเมอร์แอนด์เอนวิรอนเมนเทิลไซแอนซ์
…เทอมที่แล้วสอนเหนื่อยมากค่ะ เลยให้เขาคิดหลักสูตรแล้วให้เขาอนุมัติเงินก้อนหนึ่งให้ครูไปเรียน แล้วหมดประสานงานทางต่างประเทศให้ ตอนนี้ในเมืองไทยมีหมอคนเดียวที่จบมาทางด้านนี้
…ที่อังกฤษก็มีสอนเป็นคอลเลจ แต่ส่วนใหญ่คนในประเทศเรียน เขาสงวนไว้ หมอไม่ทราบว่าทำไม คนที่เรียนมีแต่คนของเขา คือคนที่ต้องการประกอบอาชีพที่เกี่ยวกับสุขภาพแยกออกไป”
คนที่สำเร็จปริญญาเอกแพทย์ทางเลือกจะมีสถานภาพเหมือนหมอคนหนึ่ง แต่ต่างกันที่เมื่อมาเปิดบ้านให้การรักษาอย่างนี้ เธอไม่ต้องใช้ใบประกอบโรคศิลป์เหมือนแพทย์ทางยา “ตอนที่หมอคุยกับแพทยสภา เขาบอกว่าศาสตร์ของเราไม่มีการใช้ยา ใบประกอบโรคศิลป์คือต้องมีเคมี มีการฉีดยา อย่างนั้นต้องมีใบประกอบโรคศิลป์ ของหมอเขาให้หนังสือมาอ่าน 6 เล่ม แล้วให้หมอเขียนว่าคลินิกจะออกมาแบบไหน หมอคิดว่าแนวโน้มของเรา เราจะสอนให้แม่บ้านทุกคนเป็นน่ะ มันไม่ใช่เรื่องที่เป็นศาสตร์ที่จะต้องมีการควบคุม แต่เป็นศาสตร์ที่ทุกคนจะต้องเรียนรู้สิ่งเหล่านี้ให้เป็นประเพณีว่า สิ่งเหล่านี้เป็นตัวบำรุงรักษาสุขภาพให้อายุยาวขึ้น
…ตอนนี้หมอเริ่มไปสร้างเหมือนที่พักคนชราที่ระยองให้คนไปเรียนรู้ว่า ถ้าคุมอาหารอย่างนี้ จะได้ผลอย่างนี้ ตอนนี้อยู่ระหว่างก่อสร้างเป็น โครงการเกษตรเพื่อสุขภาพ
…ถ้าครอบครัวไหนมีคนเยอะเราจะให้เขาเรียนฝังเข็มแล้วไปช่วยกันที่บ้าน ร่างกายจะมีสัญลักษณ์บอกไว้เรียบร้อย พอสอนแล้วไม่ผิดค่ะ ไม่ต้องกลัว มาเรียนสัก 4 วันก็ฝังเข็มได้แล้ว มันจะมีจุดว่าปวดหัว ปวดท้อง เป็นไข้ ฝังตรงไหน …หมอตั้งใจให้เป็นโฮมแคร์ คือทุกคนในบ้านทำเองเป็น ที่บ้านที่ระยองจะเปิดฝึกอบรมให้คนทั่วไป โดยเฉพาะคนจน”
นอกจากจะนำธรรมชาติมาใช้ในการเยียวยารักษาสุขภาพแล้ว คุณหมอยังให้ความสำคัญกับธรรมชาติรอบกาย โดยทำลายสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติให้น้อยที่สุด
“อย่างที่บ้าน ปกติสนามหญ้าจะต้องมีแมลงใช่ไหมคะ แต่ที่นี่เราไม่มีแมลง หมอไม่ได้ใช้ยาฆ่าแมลงนะคะ หมอใช้จุลินทรีย์มาราดสนาม ทำให้เกิดชั้นโอโซนขึ้น …หมอจะหมักขยะกับกากน้ำตาลในโอ่ง การหมักจะไม่มีกลิ่นเหม็นเลย กลิ่นจะออกมาเป็นน้ำส้มสายชู แล้วการที่เรามีโอ่งหมักขยะอยู่ จะไม่มีแมลงวันเข้าบ้านเพราะมันจะระเหยออกมาเป็นโอโซน …หมอจะหมักของเสียทิ้งไว้หนึ่งเดือน แล้วเอาน้ำที่ได้จากโอโซนในดิน ทำให้แมลงแสบตา แล้วไข่ฝ่อ เมื่อวงจรชีวิตมันหมดไปปริมาณมันก็ลดลง …แล้วน้ำที่ออกจากบ้านเราจะไม่เป็นโทษกับใครเลยค่ะ มันถูกบำบัดไปโดยอัตโนมัติ เพราะหมอเอาน้ำที่ได้จากการหมักขยะเทลงท่อระบายน้ำ น้ำที่ออกมาจากบ้านจะไม่ใช่น้ำเสียเลย ..และหมอจะเทน้ำนี้ลงในโถส้วมด้วย ทำให้ส้วมไม่เต็ม เพราะมันจะไปย่อยอุจจาระ ขณะเดียวกันมันจะไปฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ ที่เป็นโทษแก่ร่างกายด้วย ..ถ้าเราทำให้ทุกคนเข้าใจตรงนี้ได้จะทำให้ยุง หนู และแมลงสาบลดลงโดยไม่ต้องใช้สารเคมี สามารถลดการใช้เคมีลงมาได้มหาศาลเลย”
มนุษย์ทุกคนปรารถนาสุขภาพที่สมบูรณ์ แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ซึ่งพื้นฐานของความปรารถนานั้น อยู่ที่เราต้องดูแลรักษาสุขภาพของตัวเองให้ดีด้วย
อาหาร อากาศ อารมณ์ ล้วนเกี่ยวพันกับสุขภาพที่ดีของเรา การเลือกสิ่งดีๆ ให้ตัวเองจึงเป็นกุญแจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะนำเราไปสู่ปรารถนาน

จบดร.รสสุคนธ์ แพทย์ทางเลือก
Webmaster Talk
เนื่องจากเบอร์ 084-0961630 ของคุณแอนได้ยกเลิกการใช้ชั่วคราวเนื่องจากประสบปัญหาโทรศัพท์หาย ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ดังนั้นทาง siamhealthy ขอแจ้งเบอร์โทรติดต่อใหม่ดังนี้

ติดต่อสั่งซื้อสินค้าและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชมรมบ้านสุขภาพ
086-8460064 คุณแอน

ติดต่อปรึกษาปัญหาสุขภาพ และประสานงานกับชมรมบ้านสุขภาพ
081-4109921 คุณปุญโญ

กรุณาส่งรายละเอียดและเบอร์โทรกลับทาง
แฟกซ์ 038-941144 หรือ E-mail : nawee1976@hotmail.com
แนวคิดในการดำเนินการของผู้จัดทำ
อ่านบันทึกวิธีการบำบัดของชมรมบ้านสุขภาพ โดย webmaster ได้ที่ http://spaces.msn.com/nawee1976/
 


Google

www
www.siamhealthy.net





คุณสมบัติของน้ำผัก
ดื่มน้ำผักช่วยอะไร
ส่วนประกอบของน้ำผัก
วิธีการทำน้ำผักปั่นอย่างง่ายๆ

การทำน้ำด่างจากธรรมชาติ
เอนไซม์กับฝ้าสีขาว
น้ำตาลกับน้ำผึ้งต่างกันอย่างไร

หน่วยงานร่วมสนับสนุนข้อมูลวิชาการ
นิตยสารแพทย์ทางเลือก
ชมรมบ้านสุขภาพ สถาบันภูมิปัญญาสากล
ชมรมเกษตรอินทรีย์แห่งประเทศไทย
มูลนิธิรณรงค์ช่วยให้เลิกบุหรี่และสารเสพติด โรงเรียนเกษตรอินทรีย์เขาค้อตามโครงการในพระราชดำริฯ
กลุ่มเกษตรกรบ้านฉาง
กลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน
อุดมชัยฟาร์ม จ.สระบุรี

คณาจารย์และผู้เชี่ยวชาญที่ปรึกษาด้านวิชาการ
ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์
ดร.ไชยวัฒน์ ไชยสุต
คุณนันทศักดิ์ จอมทอง
คุณนิพัธ ดิถีเพ็ญ
คุณบินไกล มานะสุข
คุณสุริยา โทณะวณิกช์

ผู้จัดทำ
webmaster : นาวี มีบรรจง
สมาชิกและการตลาด : คุณแอน


eXTReMe Tracker

SiamhealthyDotNetCompanyProfile. All Rights Reserved.2003
For comments to :Webmaster@siamhealthy.net, nawee1976@hotmail.com
Tel : 086-8460064 คุณแอน 086-9896964, 081-4109921คุณปุญโญ