พลังบำบัด.....จากหิน
พลังจากธรรมชาติ
นาวี มีบรรจง Webmaster@siamhealthy.net
"การบำบัดด้วยหิน หรือ Stone Therapy เป็นศาสตร์โบราณที่มีนานนับพัน
ๆ ปี โดยมีหลักฐานหลายแห่งในการนำหินมาใช้ในการรักษา
ซึ่งนักวิทยาศาสตร์พบว่าทางกรีกโบราณ ฮีบรู
กรีกและประเทศในเอเซียตะวันออกหลายแห่ง
เช่น หลักฐานจากกระดาษปาปิรุสของอียิปต์มีอายุเกือบ
1,500 ปีก่อนคริสต์กาล ซึ่งได้อธิบายเรื่องการรักษาอาการเจ็บป่วยต่าง
ๆ ด้วยหินโดยใช้วิธีการง่าย ๆ จนถึงรักษาแบบซับซ้อน
พลังที่อยู่ในหิน
.......พลังของหินนั้น ทางวิทยาศาสตร์ที่พิสูจน์มาแล้วว่า
สสารประกอบด้วยโมเลกุล โมเลกุลประกอบไป
ด้วยอิเล็คตรอน โปรตรอนเคลื่อนที่ตลอดเวลา
ซึ่งการเคลื่อนที่นี้เองที่ให้ให้เกิดพลังงาน
เพราะฉะนั้น วัตถุทุกชนิด ต้นไม้ ร่างกาย
ดิน และหิน ย่อมจะมีพลังงานสะสมอยู่เช่นกัน
.....จากทฤษฏีการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัดนั้นอธิบายหลายแง่มุมว่า
การเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่าง ๆ ไม่ว่าอาการป่วยเมื่อยจนถึงการเกิดเซลล์ผิดปกติล้วนแต่เป็นสาเหตุของความไม่สมดุลของร่างกายทั้งสิ้น
.....ในการบำบัดด้วยหิน ยึดถือหลักสมดุลในร่างกายเช่นกัน
โดย
"นักบำบัดจะเลือกใช้หินที่มีพลังงาน
สั่นสะเทือนในความถี่เท่ากับพลังงาน ในตัวมนุษย์
เมื่อร่างกายได้สัมผัสกับหิน พลังงานจาก
ก้อนหินก็จะ ถ่ายเทซึมผ่านเข้าไปในระบบต่าง
ๆของร่างกาย ลักษณะเดียวกับการกินยา แต่ที่แตกต่างไปก็คือ
ในเรื่อง จิตใจก็พลอยจะได้รับ พลังงานไปด้วย
"
..... ซึ่งไม่ว่าจะอยู่ในสภาวะอย่างไร
เช่น อาจกำลังเศร้า ว้าวุ่น วิตกกังวล และคร่ำเครียดกับการทำงาน ทำให้ร่างกายจะมีพลังงานในตัวน้อยจน
เกินไป ซึ่ง พลังจากหินที่มีอัตรา
การสั่นสะเทือน คงที่สม่ำเสมอ จะช่วย ปรับสมดุลของ
ร่างกายและจิตใจเหล่านี้ได้
การรักษาด้วยหิน
......การที่จะให้พลังงานของหินถ่ายทอดเข้าสู่ร่างกายของเรา
ได้นั้นจะขึ้นอยู่กับเทคนิคการนวด และอุณหภูมิของหิน
ซึ่ง่จะมีผลทำให้พลังงานของหินเข้าสู่ร่างกายได้ดี
.....ซึ่งอย่างที่บอกไว้แล้วขั้นต้นว่า
หินที่จะนำมารักษาได้นั้นต้องเป็นหินที่เต็มไปด้วยพลังธรรมชาติซึ่ง
อาจจะตั้งคำถามกันไว้ในใจว่า แล้วหินชนิดไหนล่ะที่
เต็มไปด้วยพลังธรรมชาติ ?
"หินที่จะนำมาใช้กันนั้น ต้องเป็นหินที่ได้จากภูเขาไฟ
เรียกว่า Volcanic Stone เพราะอุดม ไปด้วย
แร่ธาตุที่สามารถ เก็บ อุณหภูมิได้ดี "
ลักษณะของหินที่จะนำมาบำบัดนั้นจะต้องกลมเรียบ
เพราะความเรียบลื่นของหินจะ ช่วยให้นวดไปตามร่างกายได้ง่ายขึ้น
วิธีการนำหินมาบำบัด
วิธีการนำหินมาบำบัดซึ่งทำกันในปัจจุบันนั้น
จะใช้วิธีการนำหินร้อน มานวด และ นำหินเย็นมาสัมผัส
Hot Stone Massage หรือ หินร้อน
หินที่ใช้จะเป็น หินสีดำ เพราะจะเก็บความร้อนได้ดี
ก่อนนำมาใช้นักบำบัดจะนำหินไปอบ ใน ตู้สร้างความร้อนให้มีอุณหภูมิที่เหมาะสม
คือ ไม่เกิน 50 องศาเซลเซียส แล้วนำมานวดตามจุดต่าง
ๆ ของร่างกายที่มีอาการปวด พร้อมกับน้ำมัน
หรือนวด ให้ทั่วร่างกาย เพื่อประโยชน์ในการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
|
Hot Stone หรือ หินร้อน |
ภาพประกอบจาก Internet |
ซึ่งวิธีนี้จะเหมาะกับ "การรักษาอาการเครียด
ที่เกิดขึ้นกับจิตใจและร่างกาย "
โดยจะไปช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต
กระตุ้นการทำงานของเซลล์ ลดเซลลูไลท์ เพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายในคนที่มีอาการมือและเท้าเย็น
หรืออ่อนเพลีย Cool Stone หรือ หินเย็น
หินที่ใช้มีสีเขียว ตั้งแต่สีเขียวอ่อนจนถึงเขียวเข้ม
ผิวสัมผัสค่อนข้างเย็น ดังนั้นจึงนำมาใช้ได้เลย
โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทำให้เย็นเพิ่มอีก
การบำบัดด้วยหินเย็นนี้เหมาะมากสำหรับ "การรักษาอาการบวม
เช่น ปวดบวมตามข้อ เฉพาะจุด กล้ามเนื้ออักเสบ
หรือตาบวม ซึ่งเป็นการบำบัดเฉพาะตำแหน่ง"
ซึ่งวิธีการ ก็สามารถทำได้ง่าย ๆ คือการนำหินไปวางหรือสัมผัสกับจุดที่มีอาการ
โดยไม่ต้องนวด เพราะการนวดจะยิ่งทำ ให้อาการ
เหล่านี้หนักขึ้น
ปัจจุบันการบำบัดด้วยหินได้รับการนิยมอย่างมาก
ในสถานเสริมสุขภาพ และ สปา ซึ่งจะมีโปรแกรมการนวดด้วยหินร้อน
ผู้ที่ได้รับการบำบัดจะรู้สึกการ ผ่อนคลายและสบายมากกว่า
การนวดด้วยมือธรรมดา โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ
กล้ามเนื้อจะแข็งแรง และแน่น
ผู้ที่จะนำหินมาทำการบำบัด ใช้รักษาผู้อื่นนั้น
จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนมาพอสมควร มีประสบการณ์ในการนวดไม่ต่ำกว่า
4 - 5 ปี และเป็นผู้ที่มีความเชื้อในพลังของ
เพราะการใช้หินมา บำบัดได้นั้นจะได้ประสิทธิภาพที่ดี
เมื่อผู้บำบัดร่วมประสานพลังใจไปพร้อมกับพลังของหินในการบำบัด
หินที่นำมาบำบัดนี้เป็นหินเฉพาะที่ต้องมีการดูแลรักษาเป็นพิเศษ
ผู้บำบัดจะต้องล้างทำความ สะอาดหินทุกครั้งหลังการใช้งาน
นำหินไปล้างน้ำทะเล ตากแดดบ้างเป็นครั้งคราว
รวมถึงในคืนวันเพ็ญ จะต้องนำหินมาอาบแสงจันทร์เพื่อช่วยฟื้นคืนพลังให้กับหินอย่างสมบูรณ์ด้วย
"ผมว่าพลังจากหิน เป็นส่วนหนึ่งที่ธรรมชาติได้มอบไว้ให้กับมนุษย์
ถ้ามนุษยยังตั้งสติได้ว่าเราเองนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ
ฉะนั้นจึงไม่น่า แปลกใจเลยว่าพลังจากหินจะเป็นทางเลือกหนึ่ง
ในการช่วยดูแลรักษาสุขภาพ ด้วยธรรมชาติ
"
|