แม้วันนี้จะมีผู้ตื่นตัวในเรื่อง ธรรมชาติบำบัด และมีท่านผู้รู้เรื่องนี้เพิ่มขึ้น จนทำให้ผู้คนตื่นเต้นเรื่องชีวจิต หรือ ธรรมชาติบำบัดอย่างกว้างขวาง แต่บทบาทของดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ ผู้นี้เธออยู่ในฐานะที่มีผลงานวิจัยด้านแพทย์ทางเลือก หรือ ธรรมชาติบำบัดคนแรก
ในทางวิชาการคำว่า แพทย์ทางเลือก AlternativeMedicine ดูเหมือนจะเป็นของใหม่สำหรับคนไทย ทั้ง ๆ ในต่างประเทศเขาให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาช้านานแล้ว แพทย์ทางเลือกเป็นทางเลือกใหม่ สำหรับผู้ที่ไม่ต้องการรักษาสุขภาพร่างกายทางยา เพราะแพทย์ทางเลือกเป็นวิธีการรักษาโดยไม่ต้องใช้ยา
ภาพถ่ายรับปริญญาเอกด้านแพทย์ทางเลือกจาก Ph |
ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ กล่าวว่า อันที่จริงแล้วแพทย์ทางเลือก ก็คือ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียนรู้เรื่องยากลางบ้าน หรือ ยาสมุนไพรเพื่อบำบัดสุขภาพของคนไทยโบราณนั่นเอง คนในชนบทสามารถช่วยตนเองได้ด้วยยาสมุนไพร แต่วิถีชีวิตชุมชนไทยซึ่งพึ่งพาตนเองดังกล่าวมีอันต้องเปลี่ยนไป เมื่อสังคมเศรษฐกิจฟองสบู่เข้ามาครอบงำสังคมไทย
ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ กล่าวว่า อันที่จริงแล้วแพทย์ทางเลือก ก็คือ ภูมิปัญญาชาวบ้านที่เรียนรู้เรื่องยากลางบ้านหรือ ยาสมุนไพรเพื่อบำบัดสุขภาพของคนไทยโบราณนั่นเอง คนในชนบทสามารถช่วยตัวเองได้ด้วยยาสมุนไพร แต่วิถีวิตชุมชนไทยซึ่งพึ่งพาตนเองดังกล่าวมีอันต้องเปลี่ยนไป เมื่อสังคมเศรษฐกิจฟองสบู่เข้ามาครอบงำสังคมไทย
ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ สำเร็จปริญญาเอกด้านแพทย์ทางเลือก ( Alternative Medicine ) เธอจึงได้อธิบายเรื่องนี้กับสังคมไทยว่า ออลเทอร์เนทีฟ เมดิซิน นี้หมายความว่าอย่างไร ?
ออลเทอร์เนทีฟ เมดิซิน คืออะไรก็ได้ที่ไม่มีการใช้ยา หรือสารเคมีใด ๆ จะใช้น้ำร้อน น้ำเย็น การนวด ผลไม้อาหาร สมาธิ โยคะ การพูด การคุยฯลฯ
อย่างคลับตามโรงแรม ก็เป็นส่วนหนึ่งของ ออลเทอร์เนทีฟเมดิซิน . ใช้เครื่องมือง่าย ๆ ที่เป็น Physical Therapy ไม่ใช่ Chemical Thepapy นั่นคือ ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน
เขาใช้คำว่า ออลเทอร์เนทีฟ เพราะว่าเรามีสิทธิเลือก คนไข้จะเป็นผู้ที่เลือกวิธีการรักษาเอง แต่เราต้องบอกคนไข้ว่าเขาเป็นอย่างไร เขาจะเลือกอะไร ?
พื้นฐานเบื้องต้นนั้น ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ เธอผ่านการเป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แต่ความดลใจเรื่องการเสียสละเพื่อชุมชนมีอยู่สูง จึงส่งผลให้เธอได้อาสาสมัครไปทำงานด้านเกษตรกรรม การปลูกพืชพันธุ์เพื่อเป็นอาหารสำหรับเลี้ยงดูชุมชนที่ด้อยโอกาส
ชีวิตวัยสาวของดร.รสสุคนธ์ มากล้นไปด้วยไฟชีวิตที่ต้องการรับใช้มวลชน การที่ผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งเลือกทางชีวิตการจบบัณฑิตไปทำงานในไร่ที่เขาค้อ ซึ่งเป็นดงผู้ก่อการร้าย หรือ สมรภูมิเลือดของการต่อสู้ระหว่างอุดมการณ์ด้านเศรษฐกิจการเมืองนั้นจะต้องใจสู้
การได้เดินทางไปเรียนวิชาพัฒนาผสมผสานการบริหารชุมชน และการจัดการสุขภาพ ที่ประเทศอิสราเอล ทำให้เธอได้พัฒนาความคิดกว้างไกลไปเป็นอันมาก เพราะชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชนที่นั่นเขาให้ความสำคัญสกับการดูแลรักษาสุขภาพ
เมื่อกลับจากอิสราเอล เธอก็นำเอาประสบการณ์ด้านการดูแลสุขภาพมาใช้ ทำการวิจัยเรื่องการศึกษาให้กับเด็กชนบท ซึ่งเป็นผลงานสำคัญที่เธอทำตอนเรียนปริญญาโทด้วย การให้การศึกษากับเด็กๆ ชายแดนในโครงการของกองทัพภาคที่ 3 ก็คือ การสร้างสรรค์ผลงานวิจัยหลักสูตรของการช่วยให้ผู้ด้อยโอกาสอยู่รอด มีอาชีพและป้องกันรักษาสุขภาพตนเองได้
ประกายความคิด และอุดมการณ์ อันเข้มข้นของ ดร.รสสุคนธ์ พัฒนาก้าวหน้าขึ้นสูง หลังจากที่เธอได้ทุนไปเรียนต่อที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ โดยทุนขององค์กรที่ชื่อว่า Moral Re-Armanent (MRA) ซึ่งเป็นองค์ที่มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลก องค์กรนี้จะมีหน้าที่พูดจาประนีประนอมให้ชาติที่ขัดแย้งเข้าใจกันอย่างสันติ
สวิสเซอร์แลนด์ เธอได้เรียนรู้กระบวนการทำงานของ MRA เงินเดือนที่ได้จากองค์กรโลกดังกล่าว ก็คือ เงินเดือนจากคนทั่วโลกที่เป็นสมาชิกขององค์กรที่ช่วยลงขัน และดร.รสสุคนธ์ ก็เป็นสมาชิกฟูลไทม์ (FULLTIME) ขององค์กรนี้
ในช่วงที่เธอทำแผนยุทธศาสตร์พัฒนาชายแดนไทย มีหมอชาวอเมริกันคนหนึ่ง เป็นสตรีที่เก่งทางด้านการฝังเข็ม เคยเรียนการฝังเข็มในจีนอยู่ 5 ปี สตรีผู้นี้เองทีเป็นคนสอนวิธีการฝังเข็มให้ ดร.รสสุคนธ์ และมีส่วนร่วมช่วยผู้คนแถวชายแดน จึงมีความคุ้นเคยกันและได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับวิชาการแพทย์สำหรับผู้คนในชุมชนชายแดน
ดร.รสสุคนธ์ กล่าวว่า อย่างคนเป็นมาเลเรียนี่ง่ายมาก เราก็กรีดเอาเลือดเขามาหนึ่งหยด เอามาเจือจางกับน้ำกลั่น 400 เท่าใส่ปากเขา...แล้วเอากระเทียม น้ำผึ้ง พริกไทย มะนาว ให้เขากินตลอด ให้สารอาหารเขา หายสั่น ไข้ลด ก็ไปช่วยพวกกะเหรี่ยงตอนที่เราต้องตระเวนไปและช่วยตัวเราเองด้วย เราก็คิดว่า เออดีเหมือนกันนะ ศาสตร์นี้ช่วยคนได้
ดร.รสสุคนธ์ ได้สร้างสมประสบการณ์แห่งการเรียนรู้การรักษาสุขภาพเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆ ความสนใจของเธอเริ่มหันเหเข้าสู่ศาสตร์เกี่ยวข้องกับสุขภาพ และเดินทางไปเรียนเพิ่มเติมที่ประเทศอังกฤษ โดยที่เธอได้ทุนจากอ๊อกซ์ฟอร์ด โดย ดยุค ออฟ อ๊อกฟอร์ด เชิญไปเรียน ตอนนั้นเธอได้ลาออกจาก กอ.รมน. ของกองทัพแล้ว
ความสนใจในด้านสุขภาพ ทำให้ดร.รสสุคนธ์ เลือกเรียนเฮลล์แคร์เป็นวิชาโท ตอนที่เรียนวิชานี้มันเป็น Deplomat Course เรียน ภาษาอังกฤษเชิงดิโพลแมทด้วย เขาก็มีไมเนอร์ให้เลือก เธอจึงเลือกเฮลล์แคร์
วิชานี้จะต้องเรียนทฤษฏีเฮลล์แคร์ และประวัติของหลายประเทศ ดร. รสสุคนธ์ ติดใจทฤษฏีของคนจีน คิดว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก เป็นทฤษฏีที่สามารถ maintain ( บำรุงรักษา ) กับ regenerate( ฟื้นฟู ) ร่างกายซึ่งไม่เหมือนกับทฤษฏีแพทย์ทางตะวันตก คือ inhibit ( ยับยั้ง ) กับ control ( ควบคุม ) เธอก็ไปเมนเทน กับรีเจนเนอเรท ลึกลงไปว่ามีกี่ทฤษฏี เกิดอะไรขึ้น น่าร่างกายมนุษย์นั่นก็คือ ทฤษฏี หยิน หยาง แต่คำว่าหยินหยาง ไม่ใช่ขาวและดำ มันเป็นสีขาวกับสีดำก็จริงอยู่ แต่ว่าค่อย ๆ เคลื่อนไปทีละจุด เธอกล่าวในเรื่องนี้ไว้ตอนหนึ่งว่า
ทีนี้ทุกเซลล์ของร่างกายเรา จะเกิดหยิน-กับหยางทุกวินาที ถ้าสมดุลร่างกายก็ปกติ ถ้าเมื่อไหร่ไม่สมดุลเราก็จะเริ่มรีไซเคิลและรีเจนเนอเรทในเวลาเดียวกัน นั่นก็คือ การฝังเข็ม
การเรียนวิชานี้ ดร. รสสุคนธ์ ชี้แจงว่า ไม่ได้สอนในห้องเรียนแต่ต้องศึกษาค้นคว้าจากห้องสมุดด้วยตนเอง ค้นเอง เรียนเอง ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนได้ด้วยตนเอง ดร.รสสุคนธ์ เคยมีความรู้ด้านการฝังเข็มจึงได้เรียนที่ออกซ์ฟอร์ดปีหนึ่งได้รับดิโพลม่ามาเป็นใบรับรองวุฒิบัติจากนั้นเธอก็ถูกส่งไปฝึกงานที่สวิสเซอร์แลนด์ กลับมาไทยแล้วไปศรีลังกาเพราะมีเพื่อนอยู่ที่นั่น
ตอนไปอยู่ศรีลังกาก็ได้พบ สูตรออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน เป็นของ ยู.เอ็น. (UN) แต่อยู่ในรัฐบาลแห่งชาติศรีลังกา เนื่องจากสหประชาชาติไปตั้งศูนย์ให้การศึกษาเรื่องออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน ที่โคลัมโบ
ดร. รสสุคนธ์ มีความเชื่อว่า การที่สหประชาชาติไปตั้งศูนย์การศึกษาเรื่องนี้ที่นั่นเขาต้องมีเหตุผลแน่ ข้อมูลนี้เท่าที่เธอทราบดูคล้าย ๆ กับว่าทีนั่นเป็นแหล่งของการขนถ่ายยาเสพติดเป็นเส้นทางการขนส่งยาเสพติดที่ใหญ่มาก สหประชาชาติเขาทำเรื่องแอนตี้นาร์โคติดได้ดี มันเป็น pain release เขาก็ไม่ต้องพึ่งยาแก้ปวด มันก็จะลดตรงนี้ลง แต่ว่าที่นั่นเขาไม่พูดเรื่องนี้ เขาเป็นศูนย์ใช้คำว่า ออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน คือ แพทย์ทางเลือก
ตรงจุดนั้นเองที่ ดร. รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ เริ่มสนใจและรู้ว่าจะต้องศึกษาค้นคว้าตัวนี้ และนั่นก็คือ สันติภาพที่จะได้มาในอนาคตเธอจึงตัดสินใจเข้าเรียนวิชาแพทย์ทางเลือกที่โรงพยาบาลคาบูโลวิลล่ามหาวิทยาลัยนี้เป็นมาหวิทยาลัยเปิด
วิชาออลเทอร์นาทีฟ เมดิซิน มีอยู่ด้วยกันหลายชนิด แต่ดร.รสสุคนธ์ เลือกเรียนวิชาที่เธฮมีพื้นฐานอยู่ก่อนแล้ว นั่นก็คือ วิชาฝังเข็มทั้งๆ ที่ในสถาบันนี้เขาให้เลือกตั้งแต่ใช้ธรรมชาติทั่วไป กดจุด แต่เธอมีเบสิคด้านการฝังเข็มมาก่อนจึงมุ่งเรียนด้านฝังเข็ม
สถาบันดังกล่าวนี้ต้องเรียนวิทยาศาสตร์ด้วย เรียน MD. ด้วยคือ ต้องเรียนเรื่องยา เรื่องฉีดยา สอนวิชาที่จะต้องรักษาคนป่วย แพทย์ทางเลือกเป็นแผนกหนึ่งในโรงพยาบาลนี้ ดร.รสสุคนธ์ ก็ต้องทำงานกับหมอในโรงพยาบาลตลอดเวลา แล้วคนที่สอนวิชาแพทย์ทางเลือกก็เป็น MD. นั่นเอง
ดร.รสสุคนธ์ มีพื้นฐานการฝังเข็มอย่างดีอยู่แล้ว จึงเรียนจบได้ปริญญาเอก Ph.D. Doctor of Science ภายในเวลาที่รวดเร็วกว่าคนอื่น ๆ จนได้ชื่อว่าเป็นนักศึกษาที่เรียนเร็วทีสุด ขณะที่คนอื่นต้องใช้เวลาเรียนกันถึงห้าหกปี
แม้จะจบปริญญาเอกด้านวิชาแพทย์ทางเลือก หรือ ออลเทอร์เนทีฟเมดิซิน แต่ประสบการณ์ที่เธอเคยทำงานด้านสันติภาพให้แก่องค์การ MRA มาก่อน และเป็นสมาชิกคนหนึ่งขององค์กรนี้ แต่การที่จะต้องไปทำงานให้กับพวกสิงหลกับพวกทมิฬในศรีลังกา ดีกันนั้นเธฮไม่อยากยุ่งด้วยแต่ก็หนีไม่พ้น ต้องเข้าไปอยู่ตรงที่ทมิฬรบกัน อยู่ในสนาม และไปพูดกับเขา
ความพยายามที่จะสร้างสันติภาพบนแผ่นดินศรีลังกาของ MRA ไม่สัมฤทธิ์ผลเธออยู่ที่ศรีลังกาไม่นานนัก ต่อจากนั้นจึงเดินทางกลับเมืองไทย
สาเหตุที่ต้องกลับเมืองไทยเพราะว่า เธออยู่ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งของ MRA ตอนนั้นต้องรีบกลับมาจัดการประชุมสันติภาพในเมืองไทย ประชุมเสร็จแล้วก็บินไปสวิสเซอร์แลนด์ก่อนที่จะกลับมาช่วยเหลือคนที่เป็นอัมพาตแถวสำโรง ใช้วิธีการฝังเข็ม คุมอาหาร คนที่เป็นอัมพาตไม่เกิน7 วัน รักษาหายภายใน 3 วัน เธอย้ำว่าต้องไม่เกิน 7 วัน
การช่วยเหลือคนป่วยเป็นอัมพาตในครั้งนั้น ปรากฏว่ามีคนป่วยหายไปหลายคน เขาก็ไปบอกต่อ ๆกันไป ข่าวกระจายออกไป จึงมีคนป่วยมารักษาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จุดนี้เองที่เธอต้องเปิด บ้านสุขภาพ เพื่อทำการรักษาให้เป็นเรื่องเป็นราว
ในช่วงต้นๆ ของการเปิดบ้านสุขภาพ ที่สำโรงนั้น ดร.รสสุคนธ์ จะมีคนไปให้ฝังเข็มเพื่อรักษาโรคเป็นจำนวนมาก
เรื่องการฝังเข็มนี้หมอรสสุคนธ์ ถือว่าเป็นเรื่องรอง เรื่องหลักคือ การรักษาด้วยอาหาร ซึ่งคนทั่วไปยังรู้สึกว่าไม่เข้าใจ เพราะยังไม่เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ อาจเป็นเพราะเขาคุ้นเคยกับการรักษาด้วยการทานยา ดังนั้น ดร.รสสุคนธ์ จึงต้องพยายามชี้แจงให้ทุกคนเข้าใจ ซึ่งมิใช่เรื่องที่กระทำกันง่าย ๆ
การที่หมอรสสุคนธ์ ได้เรียนรู้ทฤษฏีต่าง ๆ มามาก มีประสบการณ์ต่างๆ สูงทั้งในและนอกประเทศ จึงทำให้มีการทำความเข้าใจกับผู้ป่วยได้เร็ว เธอผ่านการฝังเข็มมา 5 ปี มีทฤษฏีอยู่ในสมอง 18 ทฤษฏี เธอสามารรู้พลังงานของคนก่อนที่จะลงมือฝังเข็ม สามารถวิเคราะห์ได้ว่าคนไข้คนใดมีความจำเป็นจะต้องฝังเข็ม และรู้ว่าเข็มมันทำหน้าที่อะไร เธอชี้แจงเกี่ยวกับการฝังเข็มไว้ว่า
ฝังเข็มไม่ได้บำบัด ตัวบำบัดคือ อาหาร อากาศ และอารมณ์เข็มคือตัวกระตุ้นให้ร่างกายสื่อว่าเรามีความต่างในเรื่องความไม่สมดุล หรือมีเท่าไหร่ เราจะต้องอ่านตรงนั้นให้ได้ เพราะฉะนั้นนักฝังเข็ม จึงมิใช่ผู้ที่จิ้มเข็มเป็น แต่ต้องเรียนรู้พลังงานในร่างกายมนุษย์ได้รู้ถึงพื้นฐานองแต่ละคน ที่มาหาเธอว่า พันธุกรรมเป็ฯอย่างไร เขาใช้ชีวิตยังไง ใช้อารมณ์แบบไหน เราต้องเปลี่ยนอารมณ์เขาไหม แล้วอารมณ์แบบนี้เป็นที่มาของการเกิดโรคหรือไม่
อารมณ์โกรธนี่ เป็นอันตรายที่สุดเลย มีผลต่อตับและไต คนขี้โมโหมีโอกาสเป็นโรคตับและไต 100 % ถ้าอารมณ์ดีจะช่วยได้เยอะเลยแล้วเราจะไม่แก่ด้วย ตรงนี้สำคัญมาก เพราะยังไงเราก็ไม่อยากแก่ หน้าตาต้องไม่ไปกับอายุ
ดร.รสสุคนธ์จะต้องพิจารณาคนป่วยก่อนว่ามีอาการเป็นอย่างไรเป็นหนักหรือไม่ ถ้าหากใครเป็นหนักๆ ก็จะไม่ฝังเข็ม คนอาหารหนักฝังเข็มไม่ได้จะต้องให้เขาไปคุมอาหารก่อน พอพลังงานเขาใกล้เท่ากัน จึงจะเริ่มฝังเข็ม
เมื่อคนไข้มาหา เราจะต้องให้ความรู้กับเขาก่อนว่าเป็นโรคเกี่ยวกับอะไรแล้วก็ให้เขาเลือกว่าเขาเป็นอย่างนี้ ทางเลือกที่หนึ่งคือรับประทานยา ถ้ารับประทานมาเกิน 5 ปี ไตเขาจะเสื่อม โอกาสเป็นอัมพาตมีถ้าใช้วิธีการควบคุมอาหารนานหน่อย เขามีโอกาสไม่เป็นอัมพาตแน่นอนแล้วตับก็จะดีขึ้น
ถ้าใช้กระบวนการอื่น ๆ เช่น ฝังเข็ม น้ำร้อน น้ำเย็น เขาก็จะเร็วขึ้น และก็คุมอาหาร คนไข้ที่มาจะมีแบบสอบถามที่จะเป็นหมวดที่บอกถึงความเสื่อมของอวัยวะข้างใน โดยเฉพาะถุงน้ำดี ตับ ลำไส้ใหญ่ ม้าม โดยที่เราไม่ต้องเข้าห้องแลป แต่มันไม่ใช่แค่แบบสอบถาม มันเป็นตัวยืนยันสิ่งที่เรารู้จากการดูภายนอก คือ ผิวพรรณ เส้นผม ดวงตา ซึ่งโรคสามารถบอกได้ว่าคนไหนถุงน้ำดีไม่ดี หรือ ตับไม่ดี ฯลฯ เรารู้ค่ะ แบบสอบถามจะยืนยันว่าสิ่งที่เรารู้ตรงไหน
ดร. รสสุคนธ์ ชี้แจงว่าการวิจัย หรือ วินิจฉัยโรคในตัวคนไข้ หรือการวิเคราะห์โรคนั้น ถิ่นกำเนิดและเชื้อชาติก็มีส่วนสำคัญด้วย เธอได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้ตอนหนึ่ง มีสาระดังต่อไปนี้คือ
การทำงานด้านสุขภาพ เราจะต้องรู้ถิ่นของการเกิด อย่างคนที่เกิดในยุโรป ปอดจะโตกว่าคนที่อยู่ในเอเชีย เอเชียอยู่ใกล้กับเส้นศูนย์สูตรจะจางกว่า พวกนี้ปอดจะโตกว่าคนธรรมดา เพราะจะต้องดูดรับออกซิเจนให้นานมากกว่าคนที่อยู่ในบริเวณที่อากาศหนาแน่น
คนที่เกิดที่โน่น แล้วมาอยู่เมืองไทย จะเป็นภูมิแพ้ หืดหอบ แต่คนที่เกิดที่นี่ แล้วไปอยู่ที่โน่นจะสบาย เพราะอัตราการบีบตัวของปอดเพื่อดูรับออกซิเจนจะดีกว่าเขา
เพราะฉะนั้นคนเอเชียที่เป็นลูกครึ่ง ซึ่งเกิดที่ยุโรปโน่นจะสวนด้วย ผิวก็ดีด้วย เพราะปอดเราแข็งแรงกว่า นี้คือกำเนิด กำเนิดในพื้นโลก ไม่เท่ากัน สองเราต้องดูเชื้อชาติที่เป็นตัวบอกของเส้นผม ผิวหนัง ยีนส์ ถ้าเป็นคลอสยีนส์ บางคนจะมีปัญหาพันธุกรรมที่มันอ่อนแอ
เช่นคนที่เกิดในประเทศอินเดีย เขาจะมีความอ่อนแอที่อวัยวะตับโครงสร้างทางกายของเขาจะอ้วนข้างล่าง ฉะนั้นเวลาที่เขามาหาเราเพื่อขอบำบัด เราจะต้องให้เขาอดอาหารที่เขาชอบหรือคุ้นเคย แต่เพิ่มเครื่องเทศให้เขา ความอ้วนของเขาก็จะลดลง
อย่างที่ดร. รสสุคนธ์ บอกไว้ตอนต้นว่า การฝังเข็มไม่ใช่เรื่องหลักในการบำบัดผู้ป่วยไข้แต่เป็นเรื่องรองของแนวทางการบำบัดสุขภาพของเธอ เรื่องหลักที่หมอรสสุคนธ์ นำใช้ในการบำบัดช่วยเหลือคนป่วยไข้ก็คือ อาหารธรรมชาติอากาศ และอารมณ์
อ่านต่อ ดร.รสสุคนธ์ พุ่มพันธุ์วงศ์ กับอาหารธรรมชาติบำบัดของ บ้านสุขภาพ