 |
ตลอดชีวิตที่ผ่านมาของ วิลัยภรณ์ กรดเกิด (น้ำฝน) ไม่เคยซักครั้งเดียวที่เธอจะคิดถึงเรื่องสุขภาพ เพราะเธอเองก็เหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่ว ๆ ไป ที่มองว่า เรื่องโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องที่ไกลตัว เด็กวัยรุ่นอายุเพียงแค่ 22 ปี ที่มีร่างกายแข็งแรงย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ จนกระทั่งวันหนึ่งชีวิตเธอเริ่มเฉียดใกล้กับความตาย เธอจึงเข้าใจว่าชีวิตของตัวเองมีคุณค่าเพียงใด
อาชีพหลักที่บ้านของเธอเป็นร้านขายของชำ เพราะฉะนั้นงานในหน้าที่หลักในฐานะบุตรสาวคนโตของบ้านจากการเรียนหนังสือ เธอยังมีหน้าที่คอยเก็บเงินและทำความสะอาดร้านค้า ซึ่งการดำเนินชีวิตส่วนใหญ่จึงใช้ชีวิตอยู่กับการนั่งนับเงิน และระหว่างรอลูกค้าเสียเวลาส่วนใหญ่ไปกับการใช้ความคิดและจินตนาการ
หนูนั่งคิดอนาคตที่หวานแหวว คิดถึงอดีตที่ไม่น่าจะคิดถึง หนูฟุ้งซ่านมากตอนนั้นเธอกล่าว |
พฤติกรรมการใช้ชีวิตก็เช่นกันเธอกล่าวว่า
ถ้าพ่ออยู่ตอนเช้า หนูก็จะทานข้าวเช้า แต่ถ้าพ่อไม่อยู่ก็จะไม่มีข้าวทาน หนูก็จะทานแต่นม และขนมปัง บะหมี่สำเร็จรูป แล้วก็น้ำอัดลม
เวลาไปเรียนหนังสือ ก็ไม่ค่อยได้ทานข้าวเช้า กลางวันก็เป็นการทานอาหารรสจัดแบบภาคใต้ ไม่ว่าจะเป็นแกงคั่ว แกงเผ็ด
เธอใช้ชีวิตแบบนี้จนกระทั่งกลายเป็นความเคยชิน ในที่สุดร่างกายก็เริ่มแสดงออกมา
ปัสสาวะหนูเริ่มมีสีเหลืองขุ่น เวลามีประจำเดือน หนูก็จะลุกไม่ค่อยไหว และจะเจ็บที่หลังมาก เวลาปวดท้องก็เหมือนมีเข็มจิ้มอยู่ตลอดเวลาสลับกันทั้งซ้ายและขวา ซึ่งจะทรมานมาก
แต่เธอก็ไม่รู้ว่าสาเหตุที่แท้จริงเกิดจากปัญหาอะไร ทำให้อาการที่เป็นอยู่เริ่มที่จะเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งเธอเข้ามาศึกษาต่อในกรุงเทพฯ ฐานะทางบ้านก็เริ่มย่ำแย่ลง คุณพ่อซึ่งเป็นเสาหลักของครอบครัวต้องเร่งตัวเองเพื่อหาเงินเข้ามาจุนเจือครอบครัวมากขึ้น ตัวเธอเองก็จำเป็นต้องช่วยคุณพ่อหารายได้เสริมระหว่างเรียนเพื่อช่วยพยุงฐานะของพ่อแม่ เธอทำงานตั้งแต่ 9 โมงจนถึง 3 ทุ่ม กว่าจะเก็บงานเสร็จก็เกือบเที่ยงคืน กว่าจะได้กิน จะได้นอนพัก ก็ไม่เคยเป็นเวลา พอเงินเดือนออกก็ส่งเงินกลับมาช่วยพ่อแม่
การนอนดึกตลอดเวลาโดยที่ตัวเองไม่สนใจว่าร่างกายจะเป็นอย่างไร
เรื่องกินเรื่องนอนในตอนนั้นหนูมองว่ามันไม่สำคัญ มองแต่ว่าจะทำงานหาเงินไปช่วยเหลือพ่อยังไง วันๆ เรียกได้ว่าไม่มีความสุขเลย เพราะไม่เคยมีเวลาเป็นของตัวเอง
เกือบหนึ่งปีที่ผ่านมาในช่วงที่เข้ามาเรียนและทำงานในกรุงเทพฯอาการป่วยที่เคยเป็นก็ยังเหมือนเดิม และดูทีท่าจะมากขึ้น ปัสสาวะก็ยังมีสีเหลืองขุ่น รู้สึกอ่อนเพลียและปวดเมื่อย เวลาเดินก็จะเดินหลังค่อมทำให้เสียบุคลิก เวลาขึ้นบันไดจะไม่ค่อยมีแรง
ชีวิตเด็กหอที่อยู่ในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพฯ ไม่ต่างกันมากนัก ทุกคนรับรู้ได้ว่าชีวิตจะเริ่มต้นตอนกลางคืน กว่าจะเข้าเรียนก็บ่าย กว่าจะนอนก็ตีสองตีสาม กว่าจะตื่นก็เก้าถึงสิบโมงเช้า อาหารส่วนใหญ่ตอนเช้าจำเป็นต้องพึ่งพาบะหมี่สำเร็จรูป อาหารที่ทานหนักส่วนใหญ่จึงจะอยู่ในช่วงกลางคืนเพราะแม่ค้าเริ่มมาทยอยขายของ
เข้าปีที่สองเธอเลิกทำงาน และมุ่งแต่เรียนอย่างเดียว ซึ่งการไปเรียนก็เหมือนไม่ได้ไปเรียนเพราะสภาพร่างกายไม่เอื้ออำนวย
วันหนึ่งหนูใช้เวลาเรียนวันละประมาณ 3 ชั่วโมง ตื่นขึ้นมาก็ลงลิฟต์ และขึ้นรถตู้ พอถึงโรงเรียนก็เข้าห้องแอร์ เวลาเข้าเรียนก็นั่งแล้วก็มึนงงจำอะไรไม่ได้ หมดเรี่ยวแรงทุกวัน พอเรียนเสร็จก็จะไปหลบร้อนตามห้างสรรพสินค้า
พอเริ่มเข้าสู่ปีที่สามอาการที่เธอเป็นอยู่เริ่มที่จะเป็นมากขึ้น
หนูเริ่มไม่ค่อยจะมีแรง จะเป็นหวัดตลอด เริ่มที่จะหายใจไม่ออก ทุกคืนจะมีน้ำมูกไหลออกมาตลอดเวลา เมื่อได้กลิ่นอะไรก็จะจามตลอดเวลา มือก็ไม่มีแรง ซึ่งจะเพลียมาก ๆ เวลาเดินลงบันได เวลาเดินก็จะดูเฉื่อยๆ สภาพหนูในตอนนั้นเหมือนคนอายุซักแปดสิบ
เธอเริ่มมองเห็นตัวเอง และเปรียบเทียบตัวเองกับเพื่อนที่อยู่รอบตัว เพราะเหตุใด แต่ละคนถึงมีร่างกายแข็งแรง และไม่ป่วยเช่นเธอ
ถ้าเทียบกับเพื่อนที่มีลักษณะแข็งแรงแล้วกลับมามองตัวเราที่มีบุคลิกภาพเฉื่อยชา ทำอะไรหน่อยก็หมดแรง เรารู้สึกทุกอย่างหนักไปหมด อารมณ์และสภาพจิตใจมันเคว้งคว้าง เว้งว้าง รวมไปถึงความเครียดและกดดัน ทั้งจากครอบครัวและสังคม
จนกระทั่งวันที่ 13-14 เมษายน เธอได้มีโอกาสได้มาเรียนรู้กับชมรมบ้านสุขภาพ อบรมเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพตัวเธอเอง เธอฟังบรรยายจากท่านดร.รสสุคนธ์ และรับรู้ได้ถึงแรงแห่งความปรารถนาดีและจริงใจที่อยากให้คนในสังคมเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองและช่วยเหลือตนเองได้เมื่อยามเจ็บป่วย
เมื่อกลับไปจากการอบรม อาการเธอเริ่มเป็นหนักขึ้น และคิดถึงเรื่องราวต่างๆ นา ๆ โดยเฉพาะการเข้าไปเรียนรู้วิธีการบำบัดตนเอง
หนูเริ่มหายใจไม่ออก ทุกอย่างมันเริ่มแย่ไปหมด ไม่มีแรงที่จะลุกไปไหน นึกได้อย่างเดียวคือหน้า ดร.รสสุคนธ์ แล้วก็อธิฐานว่าถ้ารอดไปได้หนูจะรีบไปหาท่าน และเธอก็ผ่านอาการในห้วงเวลานั้นไปได้
เธอเดินทางมาหาท่านดร. แต่ก็ไม่ได้คุยอะไรกันมากมาย พี่ๆ น้องๆ ที่ช่วยงานชมรมอยู่ก็มาแนะนำในเรื่องการดูแลตัวเอง ทั้งเรื่องการทานน้ำธัญพืช การทานน้ำผักปั่น การทานเอนไซม์ ซึ่งเธอก็ได้เอนไซม์ไปหนึ่งขวด เมื่อทานหมดก็อาเจียนออกมา และมีกลิ่นเหม็นมาก
อาการที่เกิดขึ้นตอนนั้นเหมือนจะเป็นลมและมึนหัวไปหมด มันเจ็บแปล๊บที่หัวใจด้านซ้ายแน่นหน้าอก น้ำเอนไซม์ที่ทานเข้าไปมันเหมือนไปดึงซากเน่าๆ ที่อยู่ในร่างกาย ออกมา
เธอทั้งอาเจียนและก็ปัสสาวะบ่อย อาทิตย์แรกที่เข้ามารับการเรียนรู้เรื่องสุขภาพ หน้าตาเธอดำคล้ำมาก เมื่อเธออาเจียนออก หน้าตากลับสดใสขึ้น
บางคนจะไม่ชอบอาการอาเจียน แต่หนูชอบ เพราะมันทำให้เราโล่งขึ้นและก็สดใสขึ้น
อาการดังกล่าวค่อย ๆ มีมากขึ้นเรื่อย ๆ บางครั้งก็จะมีน้ำเมือกเหนียวๆ เป็นเส้นยาวๆ ที่ดวงตาและก็คันมาก บางครั้งตาก็ลืมไม่ขึ้น
อาการต่างๆ ยังคงมีมาไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งเธอต้องขาดการไปลงทะเบียนเรียน เพราะหากกลับไปตอนนั้นเธอมั่นใจว่าเธอต้องตายแน่นอน ตอนนั้นหนูมีลมหายใจที่ร้อนมาก หัวหมุนตลอด
พอรุ่งเช้าอาการดังกล่าวก็เริ่มเป็นมากขึ้น เริ่มหมุนหัวอย่างหนัก เจ็บหน้าอกข้างซ้าย พอทานน้ำหมดไป 1 ลิตรก็พอทุเลา อยากจะอาเจียนก็ไม่มีอะไรจะออก หัวก็เริ่มเจ็บแปล๊บ ๆ เหมือนไฟฟ้าช็อตหัว
สาย ๆ เธอก็เริ่มทรมานและปั่นป่วยอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นที่ศรีษะ หัวใจด้านซ้าย
หนูอาเจียนทั้งยืน ออกหมดทั้งทางปากและจมูก ปัสสาวะก็ราดตอนนั้น และอยากจะไปถ่าย
อาการดังกล่าวเกิดขึ้นเพียง 2-3 ชั่วโมง ประสาทสัมผัสการรับรู้เริ่มเลือนราง ร่างกายเริ่มไม่ทำงานตามคำสั่ง หนูไม่รู้ว่ามือคือมือ มันล่องลอย เหมือนผีดิบ ทรมานมาก หมามันก็หอนกันให้เกลียวไปหมด เหมือนมันรับรู้ว่าจะมีคนตายเกิดขึ้น สิ่งที่เธอนึกได้อย่างเดียวคือเดินไปหาดร.เพื่อขอความช่วยเหลือ
สภาพอากาศที่แปรปรวน ฝนที่ตกอย่างหนักเธอต้องลากสภาพร่างกายตัวเองขึ้นไปบนดาดฟ้าเพื่อไปหาดร. ดร.ช่วยหนูด้วย หนูพูดได้เพียงแค่นั้นหนูกก็ฟุบลงไป
ดร.ลากแขนแล้วก็กระตุ้นให้หนูรู้สึกตัวแล้วบอกว่า ไม่มีใครช่วยหนูได้นะ หนูต้องมีสมาธิ หนูต้องอยู่ในฌานนะลูก แล้วท่านก็ปูเสื่อให้นอน ตอนนั้นเธอรู้สึกถึงอาการบวมที่มีน้ำปริๆ ออกมาจากผิวหนังและฝ่ามือ และก็ย้ายมานอนที่ห้องพระเมื่ออาการเริ่มดีขึ้น และเธอก็นอนหลับไปจนถึงรุ่งเช้า
เมื่อตื่นขึ้นมาทำให้เธอทบทวนถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่ผ่านมา
หนูลุกขึ้นไหว้พระ น้ำตาก็เริ่มไหลและก็คิดว่า ในขณะที่เราปฏิบัติธรรมเพราะต้องการสร้างความกตัญญูให้กับพ่อแม่ แต่เราไม่เคยมีความกตัญญูให้กับตัวเองเลย เราจะไปกตัญญูกับพ่อแม่ได้อย่างไร ?
หลังจากเกิดเหตุการณ์ในวันนั้น เธอเริ่มที่จะหนักแน่นขึ้นมีวินัยกับตัวเองมากขึ้น อาหารอะไรที่ห้ามก็หยุดกิน อะไรที่มีประโยชน์กับตนเองก็รีบดำเนินการทันทีโดยไม่อิดออด ส่วนงานก็ช่วยทางชมรมบ้านสุขภาพโดยตลอด ซึ่งท่านดร.บอกว่า หากิจกรรมอะไรให้ทำโดยที่ไม่ทำตัวเธอเองฟุ้งซ่าน ปัดกวาด เช็ดถู ล้างห้องน้ำ และเลี้ยงม้า เมื่อเริ่มเจ็บหัวใจก็จะทานน้ำให้มากขึ้น เมื่อผิวคล้ำก็งดอาหารพวกแป้งแล้วหันมาทานสลัดผักให้มากขึ้น เมื่อเครียดก็ควบคุมลมหายใจและปรับสภาพอารมณ์ตนเองให้แจ่มใสขึ้น
ปัจจุบัน วิลัยภรณ์ (ฝน) จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยแล้วและได้ใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวและคนที่รักและรักษาสุขภาพตนเองจนใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป
วิลัยภรณ์ ฝากข้อคิดกับหลายคนไว้ว่า
ร่างกายเปรียบเสมือนตัวแทนที่เป็นหยาดเหงื่อแรงงานที่พ่อแม่ให้มา แต่ทุกวันนี้พวกเราใช้เขาอย่างทรมาน เราไม่เคยดูแลเขา เราไม่เคยกตัญญูกับเขา ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพราะเราเป็นผู้ทำขึ้นทั้งสิ้น และเมื่อไหร่ก็ตามที่เรารู้จักกตัญญูกับร่างกาย เขาก็จะพร้อมที่ให้มีพลังชีวิตที่เข้มแข็ง มีแรงที่จะสู้ต่อไปข้างหน้าได้ตามเป้าหมาย
 |
ดร. รสสุคนธ์ : การบำบัดน้ำฝนนั้น ส่วนใหญ่จะเน้นหนักไปเรื่องของการควบคุมอารมณ์ของผู้ป่วย เพราะคนที่ป่วยเป็นโรคไตนั้น มักจะมีอารมณ์ฟุ้งซ่าน และเพ้อเจ้อ ทำอะไรก็มักจะมองไกลตัว และจะพูดมากกว่าทำ
ดังนั้นวิธีการแก้ปัญหานอกจากวิธีการตามบัญญัติสิบประการแล้ว เรายังให้เขาไปเรียนรู้และใช้ชีวิตอยู่กับร่วมกับม้าทั้งสามตัว ได้แก่ น้องเพชร น้องพลอย และนิรัญชัย (ชื่อม้า) ทั้งนี้เพื่อต้องการให้เขาหยุดพูดและอยู่กับตัวเอง อยู่กับธรรมชาติของสัตว์ที่มีวินัยและรับรู้กับอารมณ์ของผู้ที่ดูแลเขาได้เป็นอย่างดี เมื่อไหร่ก็ตาม น้ำฝนฟุ้งซ่าน ม้าก็จะเป็นตัวกระตุ้นเตือนเขา โดยการสะบัดตกจากหลังม้าบ้าง การสลัดหลุดจากเชื่อกที่ผูกบ้าง ทำให้น้ำฝนเรียนรู้การอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับม้าและช่วยกันเยียวยาสภาพจิตใจ ให้เข้มแข็งและฝึกสมาธิ ความอ่อนโยน และบำบัดสภาพร่างกายให้ค่อย ๆ บรรเทาจากอาการที่เป็นอยู่และแปรเปลี่ยนเป็นพลังให้เขาเข้มแข็งขึ้นตามลำดับ |
|